วิธีการขายอย่างไร เพื่อให้ลูกค้าอยากซื้อ

การเป็นพนักงานขายที่จะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ดูได้จากวิธีการขายของเขา เขาสื่อสารกับลูกค้าอย่างไร น่าสนใจหรือไม่ เขาให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้ามากน้อยเพียงใด เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้พูดบ้างหรือไม่ หลายครั้งการปิดการขายได้ นั้นอาจไม่ได้มาจากความเต็มใจ แต่มาจากการตัดความรำคาญเท่านั้น การขายที่ดีย่อมไม่ใช่อย่างนั้นแน่ มาดูกันว่านักขายที่ดีนั้นเขามีเทคนิคการขายที่น่าสนใจอย่างไร

1. สร้างความไว้วางใจด้วยการฟัง
พื้นฐานของการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพของนักขาย ที่จะขาดไม่ได้เลยคือการฟัง แม้ว่าคุณจะมีความเชื่อมั่นในตัวเองมากเพียงใดก็ตาม อย่าได้ละเลยการฟังความต้องการของลูกค้าด้วยเชียวนะ ไม่ใช่เอาแต่บรรยายสรรพคุณของสินค้าและบริการให้ลูกค้าฟังแต่อย่างเดียว การฟังลูกค้าช่วยให้คุณไปถึงเป้าหมายได้ เพราะทำให้คุณได้รับทราบข้อมูลความต้องการของลูกค้า รวมทั้งความกังวลต่าง ๆ จากการซื้อหรือใช้สินค้า ซึ่งหากเราฟังลูกค้า เราก็จะสามารถอธิบาย ทำความเข้าใจกับลูกค้า ลดความกังวลใจของลูกค้าได้มาก ทั้งยังสร้างความไว้วางใจได้เป็นอย่างดี นักขายที่ดี คือผู้ที่คอยช่วยเหลือ แนะนำลูกค้า คอยให้ข้อมูลที่สำคัญ นำเสนอประโยชน์ที่แท้จริงของสินค้าไม่ใช่มาเพื่อทำการขายเท่านั้น นักขายที่ตั้งใจมาเพื่อขายอย่างเดียว มักจะเอาแต่พูด จนลูกค้าเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย รำคาญใจ นอกจากนี้การไม่ฟังลูกค้ายังอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อความมุ่งหวังของ ลูกค้าอีกด้วย

2. นำเสนอให้น่าประทับใจ
การนำเสนอของคุณต้องสามารถจับใจผู้ฟังให้เกิดความสนใจในสินค้าหรือบริการของคุณ ได้ เริ่มต้น 15 วินาทีแรกให้น่าประทับใจ สบตาผู้ฟังเพื่อสังเกตปฏิกิริยาของพวกเขา หากพบว่าเขามีทีท่าไม่สนใจ ให้เปลี่ยนกลยุทธ์วิธีการนำเสนอ ตั้งคำถามเกี่ยวกับความต้องการ และปัญหาของลูกค้า เพื่อที่คุณจะนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดและตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด ให้แก่ลูกค้าได้

3. จดบันทึกความต้องการของลูกค้า
ระหว่าง การพูดคุย หากคุณจดบันทึกความต้องการของลูกค้าลงไปด้วยเสมอ แสดงถึงความตั้งใจและใส่ใจลูกค้า จะทำให้คุณเก็บประเด็นได้อย่างครบถ้วน ก่อนจบการสนทนา ทบทวนสิ่งที่คุณจดบันทึกให้ลูกค้าฟังอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าคุณไม่ได้พลาดประเด็นไหนไป ด้วยวิธีการนี้ลูกค้าเกิดความรู้สึกประทับใจต่อความเอาใจใส่ของคุณอย่างแน่ นอน

4. ถามลูกค้าเพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติม
เคล็ดลับการขายของ ในการคุยกันตอนต้น คุณอาจยังไม่รู้จักลูกค้าดีเท่าใดนัก ดังนั้นจึงควรตั้งคำถามเพื่อให้คุณรู้จักลูกค้ามากขึ้น ด้วยการถามถึงการใช้สินค้าและบริการในอดีต ปัจจุบัน และความคาดหวังในอนาคต โดยคำถามที่ใช้เพื่อให้ลูกค้าบอกข้อมูลออกมา ได้แก่ การถามว่า “ทำไม” และ “อย่างไร”

วิธีการขายที่ดีไม่ใช่การที่นักขายเอาแต่พูดเพียงฝ่ายเดียว หากแต่หมายรวมถึง การฟัง และการถามเพื่อให้ได้ข้อมูลความต้องการของลูกค้า แล้วจึงตอบสนองด้วยสินค้าและบริการที่ตรงกับความต้องการ นั่นจึงจะเป็นงานขายที่ประสบความสำเร็จ

ทักษะการขายที่ทุกคนควรมี ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการประกอบธุรกิจ

ทักษะการขายที่เชี่ยวชาญ คือ องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิต ดังนั้น เคล็ดลับที่จะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น คือ

1.เป็นผู้ฟังที่ดี โดยการกระตือรือร้นและสนใจในสิ่งที่คนอื่นพูด เมื่อมีคนนำเสนอแนวคิดในที่ทำงาน ควรตั้งใจฟังวัตถุประสงค์ของคนอื่นด้วย

2.รู้จักหาเครือข่าย นักขายที่ประสบความสำเร็จมักเชี่ยวชาญในการหาวิธีติดต่อกับผู้อื่น ดังนั้นจึงควรลดความเร็วในการพูดลงด้วย นอกจากนี้ควรถามไถ่ถึงความสนใจของพวกเขา เพราะจะช่วยสร้างความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้นไปอีกด้วย

3.การเป็นผู้ให้ หากต้องการเพิ่มพลังอำนาจให้กับชีวิตด้วยทักษะการขายที่ดีเยี่ยมไม่ควรนึกถึงแต่การขายเพียงอย่างเดียว แต่ควรนึกถึงการให้ก่อน ส่วนเงินหรือความสำเร็จก็คือผลพลอยได้ที่จะตามมา

4.รักในสิ่งที่ทำ นักขายหรือเจ้าของธุรกิจที่รักในผลิตภัณฑ์ของตัวเองจะไม่ค่อยให้ความสนใจในเรื่องทักษะการขาย แต่ความรักในสิ่งที่ทำนั้นจะเป็นแรงผลักดันให้ฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จได้

5.นึกถึงผลลัพธ์ นักขายที่ประสบความสำเร็จมักจะเห็นว่าลูกค้าของตัวเองพอใจในบริการที่พวกเขามอบให้อย่างเต็มเปี่ยม พวกเขาเห็นทุกคนชื่นชอบในผลิตภัณฑ์ที่ซื้อไปและเห็นผลลัพธ์ก่อนที่จะเริ่มการขายเสียอีก ดังนั้นการจินตนาการจะช่วยทำให้มองเห็นทางสว่างที่อาจจะยังมองไม่เห็น ณ เวลานี้

6.อย่าเก็บปัญหาต่างๆมาคิดมาก หนึ่งในทักษะการขายที่เรียนรู้ได้ยากที่สุดคือวิธีรับมือกับการปฏิเสธ อย่าเก็บคำปฏิเสธเหล่านั้นมาคิดมากและจงสู้ต่อไปจงเชื่อมั่นในตัวเองและสักวันจะเจอกับคนที่สนับสนุน

7.จับจุดให้ได้ว่าคนอื่นต้องการอะไรและหาสิ่งที่พวกเขาต้องการไปนำเสนอ

8.สบตากับอีกฝ่าย การสบตาเป็นวิธีที่ทำได้ไม่ยากแต่ปรากฏว่าเป็นทักษะการขายที่สำคัญมาก ผู้ที่ประสบความสำเร็จรู้ดีว่าการหลบตาเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความไม่มั่นใจหรือหวาดระแวง

9.คอยติดตามผลงาน หนึ่งในทักษะการขายที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการติดตามผล

10.ผู้คนจะนึกถึงก่อน แม้ว่าจะมีทักษะการขายที่ยอดเยี่ยมที่สุดแต่ถ้าไม่มีใจรักในงานบริการก็คงช่วยอะไรไม่ได้

ดังนั้น การเป็นที่จะเชี่ยวชาญในเรื่องทักษะการขายถือเป็นศิลปะแห่งการสร้างสายสัมพันธ์กับบุคคลอื่น และที่สำคัญหากต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตแบบรอบด้าน จำเป็นต้องพัฒนาทักษะการขายอยู่เสมอ เพราะทักษะเหล่านี้สามารถนำมาปรับใช้ได้กับเรื่องอื่นๆในชีวิตได้อีกด้วย

การเล่าเรื่องนั้นถือว่าสำคัญมากในการทำให้ธุรกิจประสบผลสำเร็จ

หลายบริษัทใช้การเล่าเรื่องขายสินค้า หรือที่เรียกว่าการพรีเซนเทชั่น เป็นการพูดแบบใช้โฆษณาแฝง ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นถึงแม้จะไม่เคยใช้ผลิตภัณฑ์นั้นเลย จะเห็นได้ว่าเทคนิคการเล่าเรื่องนั้นถือว่าสำคัญมากในการทำให้ธุรกิจประสบผลสำเร็จ

การเล่าเรื่องให้ประสบความสำเร็จต้องอาศัยปัจจัยหลายด้าน โดยเฉพาะตัวผู้พูด ความรู้สึกตื่นเต้นอาจทำให้การพูดออกมาไม่ประสบความสำเร็จ เพราะอาจทำให้ผู้ฟังหมดความสนใจในเรื่องที่กำลังฟังอยู่ จับใจความสิ่งที่เราพูดไม่ได้ สำหรับวิธีที่สามารถมาประยุกต์ใช้ได้อย่างยอดเยี่ยมในการเล่าเรื่องทางธุรกิจ มีดังนี้

1.สื่อความหมายด้วยภาพ เราสามารถใช้ภาษาสร้างภาพขึ้นมาได้ โดยใช้คำพูดที่สามารถสื่อความหมาย ภาพ และอารมณ์ได้อย่างชัดเจน เพื่อทำให้ผู้ฟังได้สัมผัสกลิ่น สี รสผ่านคำพูดของเรา แล้วจึงค่อยเชื่อมโยงให้ผู้ฟังเห็นความเกี่ยวโยงของภาพที่เรานำเสนอไป กับสารที่เราต้องการนำเสนอ หรือใช้น้ำเสียงและสายตาเน้นคำพูดให้มีน้ำหนักมากขึ้นจนคนฟังเกิดความตื่นเต้น

2.ลำดับเรื่องราวให้น่าติดตาม  ยิ่งเล่าได้มีลำดับน่าติดตามยิ่งทำให้สนใจ โดยหลักในการลำดับเรื่องราวมีหัวข้อย่อยๆ ดังนี้

2.1 เล่าสถานการณ์ในปัจจุบันว่าภาพรวมเป็นอย่างไร  เช่นอาจเป็นภาพรวมของสังคมหรือสภาพแวดล้อมของเหตุการณ์นั้นๆ เพื่อให้คนฟังเข้าใจว่าเรื่องที่กำลังจะฟังต่อไปนี้เกิดขึ้นที่ไหน เวลาใด และมีบริบทแวดล้อมอะไรบ้าง

2.2 หลังจากเล่าสภาพแวดล้อมทั่วไปแล้ว จึงค่อยเริ่มนำผู้ฟังเข้าสู่ช่วงปมปัญหา โดยเล่าให้ผู้ฟังเห็นภาพว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นกับตัวเอกในเรื่องเล่า และปัญหานั้นก่อให้เกิดความขัดแย้งในจิตใจหรือสถานการณ์นั้นอย่างไร

2.3 จากนั้นจึงเข้าสู่ช่วงเหตุการณ์ที่ตัวเอกตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเพื่อจัดการกับปัญหานั้นๆ เป็นจุดที่ทำให้สถานการณ์ปัญหาทั้งหมดมาถึงจุดเปลี่ยน

2.4 มาถึงตอนนี้ปัญหาจึงมาถึงจุดคลี่คลาย เป็นช่วงที่ปัญหาต่างๆ ถูกแก้ไข เกิดความเปลี่ยนแปลงในชีวิตและสภาพแวดล้อมของตัวเอก

2.5 หลังจากความเปลี่ยนแปลงแล้ว เราจึงเข้าสู่ช่วงอธิบายภาพสถานการณ์ใหม่หลังการเปลี่ยนแปลงให้คนอ่านได้เห็นว่าตอนนี้เรื่องราวได้พลิกผันกลายเป็นอย่างไร ซึ่งภาพหลังการเปลี่ยนแปลงนี้มักจะเป็นภาพที่ดีกว่าสถานการณ์แรกเริ่มสุด เนื่องจากได้ผ่านจุดแก้ปมปัญหามาแล้ว

โดยหลักการเล่าเรื่องสามารถนำมาประยุกต์กับธุรกิจได้ ช่วยสร้างภาพลักษณ์อันดีต่อผู้บริโภค และมาสนับสนุนสินค้าและบริการของเรา

เทคนิคการพูด ช่วยลดความตื่นเต้น

การพูดให้ผู้ฟังเกิดการคล้อยตามนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับใครหลายคน ทำให้เกิดความประหม่า เมื่อต้องออกไปพูดต่อหน้าคนเยอะๆ ทำให้เกิดปัญหาในการสื่อสารกับผู้อื่น โดยเฉพาะกับสาวยุคใหม่ที่ต้องมีความมั่นใจ ดังนั้นบทความนี้จึงนำเสนอเกี่ยวกับเทคนิคการสร้างความมั่นใจในการพูด

1.ต้องเตรียมความพร้อม ทั้งรายละเอียดเนื้อหา เอกสารประกอบ สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณนำเสนอเรื่องที่พูดได้อย่างน่าสนใจ นอกจากนี้ต้องดูแลสุขภาพด้วย

2.วิเคราะห์กลุ่มผู้ฟัง ต้องรู้ว่าจะพูดให้ใครฟัง ผู้ฟังมีพื้นฐานความรู้มากน้อยแค่ไหน จะได้รู้ว่าใช้วิธีการพูดอย่างไรให้เหมาะสม เช่น พูดให้เด็กเล็กๆฟัง ก็ต้องใช้นิทานช่วย หรือจะไปพูดศัพท์วิชาการไทยคำอังกฤษคำให้คนความรู้น้อยฟังก็คงจะไม่เหมาะ

3.เช็คอุปกรณ์และสถานที่ ควรไปยังสถานที่ก่อนเวลา เพื่อจะได้สร้างความคุ้นเคยและหัดใช้อุปกรณ์ต่างๆ จะได้ไม่ขลุกขลักระหว่างการพูด

4.ให้ความเป็นกันเองกับผู้ฟัง ทำให้ลดความตื่นเต้นลงได้มาก โดยการทักทายผู้ฟัง ทำให้รู้สึกว่าเป็นกันเอง

5.ต้องมีอารมณ์ขัน เพื่อสร้างบรรยากาศลดความเครียด เพราะบางทีเรื่องที่พูดมีคววามยาว ทำให้ผู้ฟังเกิดความเบื่อหน่ายได้

6.ดูปฏิกิริยาของผู้ฟัง เวลาพูดให้กวาดสายตาเป็นระยะๆ เพื่อดูว่าผู้ฟังเขาตั้งใจฟังอยู่หรือไม่ ดูว่าเขาพยักหน้าเข้าใจ หรือสงสัย จะได้แก้สถานการณ์

7.งดการท่องจำ ควรฝึกซ้อม และทำความเข้าใจกับเนื้อหาที่พูดให้ดี แล้วเปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้ถามบ้าง เพราะเมื่อเข้าใจเนื้อหาที่พูด จะทำให้ตอบคำถามได้อย่างคล่องแคล่ว

8.อย่าวิตกกังวลเมื่อพูดผิดพลาด ให้ลืมไปก่อนแล้วพูดให้จบ เพราะหากกังวลจะทำให้เกิดความเสียหายมากกว่าที่คิด ค่อยมาแก้ไขในสิ่งที่พูดในครั้งหน้าจะดีกว่า

9.ไม่แสดงอาการดูหมิ่นคนฟัง เพราะบางคนชอบแสดงตัวว่าเก่ง มีความรู้มากกว่าผู้ฟัง ทำให้แสดงกิริยาอวดเก่งไม่เหมาะสมออกมา ทำให้ผู้ฟังหมดความนับถือ

10.นึกภาพเสมอว่าพูดสำเร็จ คิดว่าได้รับคำชมเชย ได้รับเสียงปรบมือ ทำให้เกิดกำลังใจ และลดความเครียดในใจลงได้

วิธีการขายตรงให้ดูน่าเชื่อถือ

การขายสินค้าและบริการด้วยวิธีขายตรง สามารถได้ง่ายและลงทุนน้อยเมื่อเทียบกับการทำการตลาดแบบอื่นๆ แต่ในปัจจุบันการขายตรงไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร สาเหตุหนึ่งมาจากตัวผู้ขายที่ไม่มีศิลปะในการสื่อสารไปยังผู้บริโภค สำหรับวิธีที่จะทำให้การขายน่าเชื่อถือ มีดังนี้

1.หาข้อมูลลูกค้า ทางด้านผู้ขาย ต้องรู้ข้อมูลเบื้องต้น จากนั้นจึงเจาะลึกรายละเอียดของแต่ละคน เมื่อได้ข้อมูลแล้วจึงทำเค้าโครงบทสนทนากับลูกค้า และนำไปเชื่อมโยงกับเป้าหมายของการทำธุรกิจขายตรง

2.ทำความรู้จักกับลูกค้า ผู้ขายตรงต้องแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย อาจหิ้วของกำนัลเล็กๆ น้อยๆ ไปฝากเพื่อสร้างความประทับใจแรกพบ แรกเริ่มบทสนทนาไม่ควรเปิดการขายทันที เพราะดูจะจงใจเกินไป ทำให้ลูกค้าปฏิเสธได้ ดังนั้นจึงควรทำความรู้จักก่อน และเป็นผู้ฟังที่ดีด้วย

3.ประเมินคุณสมบัติผู้ซื้อ ต้องเริ่มตรวจสอบอำนาจการตัดสินใจของลูกค้า หากลูกค้ามีอำนาจการตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียวก็ถือว่าโชคดีมาก แต่ถ้าไม่ ผู้ประกอบการต้องพยายามโน้มน้าวให้คู่สนทนาไปจูงใจผู้มีอำนาจตัดสินใจอีกต่อหนึ่ง รวมทั้งสอบถามถึงงบประมาณด้วย

4.ต้องค่อยๆถามให้ละเอียดขึ้น อาจเป็นคำถามลักษณะปลายเปิดเพื่อให้ลูกค้าได้แสดงความคิดเห็นออกมา และคำตอบที่ได้จะเป็นข้อมูลที่ดีสำหรับผู้ประกอบการในการตีกรอบและนำพาการสนทนาเข้าสู่การสินค้าและบริการในรูปแบบขายตรงของเรา

5.นำเสนอทางแก้ปัญหา  ผู้ประกอบการต้อง แสดงวิสัยทัศน์และขั้นตอนในการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างชัดเจนเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อว่าลูกค้าฟังแล้วก็จะคล้อยตาม

6.เปิดการขายอย่างมีศิลปะ ผู้ประกอบการต้องอธิบายให้เห็นถึงคุณประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับจากสินค้าและบริการว่าสามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างไร

7.ต้องปิดการขายเป็น หากลูกค้าไม่ได้ตัดสินใจซื้อก็อย่าให้ถอดใจ ไม่แน่ว่าลูกค้าอาจต้องการสินค้าและบริการของเราในภายภาคหน้า ผู้ประกอบการควรหมั่นส่งเอกสารเกี่ยวกับสินค้าและบริการให้ลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ

8.เน้นบริการหลังการขาย เมื่อขายได้แล้วก็ไม่ได้หมายความว่างานของผู้ประกอบการจะสิ้นสุดลง แต่มันคือจุดเริ่มต้นของงานบริการหลังการขายซึ่งกินระยะเวลายาวนานจนกว่าผู้บริโภคจะเลิกใช้สินค้าและบริการจากเราเลยทีเดียว เพื่อเป็นการรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้