เพราะเหตุใดควรเลือกเฟ้นบริการทำความสะอาดของที่นี้

การกรองใช้บริการทำความสะอาด จาก Cleaning Solution ถือเป็นการตัดสินใจที่แม่นยำและคุ้มค่า  เนื่องจากว่าท่านจะรับประโยชน์หลายอย่าง ทั้งสามารถที่จะทุ่นเวลา พร้อมกับทรัพยากรของท่าน  โดยที่ท่านสามารถนำระยะเวลาที่สำคัญของท่านมุ่งเน้นไปยังการจัดการธุรกิจการค้าหรืองานอาชีพของท่าน อย่างเต็มที่  โดยการกรองเอาท์ซอร์ทที่มีความช่ำชองงานโดยเจาะจงทางด้านชำระล้างมาดำเนินงานแทน จึงดีและคุ้มค่ากับหน่วยงานของท่านเป็นอย่างมาก

การประหยัดรายจ่ายคงเป็นเหตุอันเดียว ที่ท่านจะเริ่มแรกการจ้างวานบริษัททำความสะอาด ในขณะการจ้างเสมียนชำระล้างเองจะมีทุนที่สูงกว่า ไม่ว่าจะเป็นรายจ่ายด้านผู้ใช้แรงงาน อุปกรณ์ เครื่องจักรกล ค่าบำรุงรักษา น้ำยาเคมีหลากหลาย และเงินลงทุนแฝงอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงการปรับปรุงฝึกอบรมให้ผู้ปฏิบัติงานอีกด้วย

การจ้าง บริษัททำความสะอาดจะช่วยเหลือให้คุณสามารถดูแลค่าใช้จ่ายในการกระทำงานและงบประมาณที่มีอยู่อย่างเหมาะสม บริษัทได้ให้จุดสำคัญการทำธุรกิจทำความสะอาดดังนี้ เริ่มต้นจากการสร้างมาตรฐานที่เหนือชั้นกว่า และเป็นที่รับรู้ ต่อจากนั้นทำการคัดสรรเครื่องไม้เครื่องมือ เครื่องไม้เครื่องมือ เครื่องจักร และน้ำยาทำความสะอาด ที่เข้ารูปที่สุด จากผู้สร้างมากมาย มุ่งมั่นการก้าวหน้าศักยภาพของพนักงาน และสร้างอนาคตบุคลากร ตลอดจนการรุดหน้าในอาชีพของผู้ปฏิบัติงานใครต่อใคร

บริการของ “คลีนนิ่ง โซลูชั่น” บริการประทิน คอนโดมิเนียม บริการทำความสะอาดอพาร์ทเมนต์ คอนโด พื้นที่ส่วนรวมทั้งหมดของคอนโดมิเนียมอยู่อาศัย ขัดพื้น ดูดฝุ่นผงพรม บริการทำความสะอาดบ้านพร้อมด้วยที่อยู่

เครื่องไม้เครื่องมือข้างในการทำงาน พร้อมด้วยสกาด้า เทคโนโลยีที่ควรรู้จักมักจี่

สกาด้า คือระบบตรวจและพินิจพิเคราะห์ประกาศแบบ Real-time ใช้ในการตรวจทานระดับตลอดกระทั่งถึงคุมงานการของระบบสั่งการในอุตสาหกรรมพร้อมทั้งงานวิศวกรรมนานา ดังเช่น งานด้านโทรการติดต่อสื่อสารติดต่อ การน้ำประปา การรักษาน้ำเน่า การจัดการด้านแรงงาน อุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมันรถพร้อมกับก็าซ อุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมประกอบรถยนต์ การคมนาคม วิธีการนิวเคลียร์ในโรงกระแสไฟฟ้าฯลฯ แบบอย่างการใช้งานเช่นใช้ สกาด้า ตรวจทานประกาศเช่นการรั่วของเป็นน้ำที่เกิดขึ้นภายในท่อขนส่งจากตัวตรวจแล้วส่งสัญญาณแจ้งเตือนให้บุคลากรเข้าใจ โดยส่งข่าวคราวสู่ศูนย์กลางของระบบ สกาด้า เป็นต้น

นอกจาก สกาด้า อาจทำหน้าที่คำนวนและวัดผลประกาศที่ได้จากฮาร์ดแวร์มากมาย เช่น PLC, Controller, DCS, RTU แล้วแสดงข้อมูลทางจอ หรือบอกสัญญาณคุมฮาร์ดแวร์ดังกล่าวข้างต้น เช่นหากอุณหภูมิของเครื่องไม้เครื่องมือสูงเกินพิกัด ให้ทำการปิดอุปกรณ์นั้นฯลฯ โดยควบคุมผ่าน PLC หรือ Controller ที่ติดต่อสื่อสารอยู่ เช่นนี้ สกาด้า สามารถเก็บสะสมข่าวคราวที่ได้จากระบบดูแลทั้งหมดไว้ในฐานประกาศเพื่อพนักงานหรือโปรแกรมอื่น ๆ สามารถใช้ประโยชน์งานได้ สกาด้า นั้นเข้าไปมีส่วนในงานควบคุมทั้งเล็กและใหญ่ที่ต้องการปรากฏผล แลกเปลี่ยนข่าวคราว ไม่ก็คุมระบบมากมาย จากส่วนรวม เพื่อจะหน้าที่ของระบบรวมที่ผูกพันกัน แลเห็นทั้งหมดได้อย่างชัดแจ้งและมีความว่องไวต่อสภาวการณ์นานา ที่บังเกิด ระบบ สกาด้า ในยุคปัจจุบันมีทักษะในการติดต่อสื่อสาร คุม และวัดผลข่าวจาก I/O ของเครื่องไม้เครื่องมือตัวอย่างเช่น PLC, DCS, RTU ได้ถึงลำดับชั้นที่เกินหนึ่งแสน I/O แล้ว และได้รับการคืบหน้าให้มีความเก่งกาจรองรับความปรารถนาสดๆ ร้อนๆ ของผู้ซื้อ อย่างไม่ขาดระยะโดยตลอด

เทคนิคการพูดขายสินค้า

เทคนิคการพูดขายสินค้า

ในชีวิตประจำวันของเรานั้น คงปฏิเสทไม่ได้ว่าการพูดนั้นเป็นพฤติกรรม ที่เราใช้สื่อสารออกไปมากเป็นอันดับ 2 รองจากการฟัง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราใช้สื่อออกไปมากที่สุด นอกจากฟังเสียงอื่นๆ แล้วสิ่งที่ฟังก็คือเสียงพูดนั่นเอง จะเห็นได้ว่า ในแต่ละวันเราต้องใช้การพูดตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอน อีกครั้งไม่น้อยเลย ถ้าจะคิดปริมาณเป็นจำนวนตัวเลขก็คงได้จำนวนมากมาย

แต่หากจะกล่าวว่าการพูดสามารถสร้างเงินขึ้นมาได้ก็คงจะไม่ผิด แต่ก็ต้องมีหลักการในการพูดเช่นกัน เช่นหลักการพูดในการเสนอขายสินค้า

  1. สร้างเงื่อนไขให้รู้สึกว่าต้องรีบซื้อ

ถ้าลองสังเกตดู ลูกค้าส่วนมากที่ถามเยอะ คุยนาน มักจะไม่ซื้อสินค้า แต่อาจจะแล้วแต่ลักษณะของสินค้าเช่นกัน ถ้าสินค้าของคุณมีราคาแพงมากๆ ต้องใช้การตัดสินใจสูง อาจใช้วิธีบอกว่าสินค้าเหลือจำนวนไม่มากแล้ว หรือบอกว่าจะไม่นำสินค้าชิ้นนี้มาขายอีกแล้ว เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่านี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะซื้อสินค้าชิ้นนี้ และตัดสินใจซื้ออย่างรวดเร็วนั้นเอง

  1. บอกความเห็นของตัวเองที่มีต่อสินค้า

ใช้จังหวะช่วงที่ลูกค้ากำลังเงียบเพื่อตัดสินใจบอกความเห็นที่ตัวคุณมีต่อสินค้า เช่น บอกว่ามันเป็นสินค้าที่คุ้มค่า เพราะสามารถทำหลายอย่างได้ หรือจะยกเรื่องวัตถุดิบที่ใช้ผลิตมาประกอบเพื่อบอกว่าสินค้าชิ้นนี้ดียังไง

  1. ให้ของแถมเล็กๆ น้อยๆ

ถ้าสินค้าที่คุณพ่อค้าแม่ค้าขายมีราคาสูงมาก ก็เป็นไปได้ที่ลูกค้าจะรู้สึกลังเล เพราะจะต้องเสียเงินเยอะ เมื่อเป็นแบบนี้ คุณพ่อค้าแม่ค้าอาจจะจัดโปรโมชั่นพิเศษ ลด แลก แจก แถมสินค้าหรือของที่มีราคาต่ำกว่าสินค้าให้ไปด้วย ก็จะทำให้ตัดสินใจซื้อของลูกค้านั้นง่ายขึ้น

ธุรกิจส่งออก

%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81

หลายคนสนใจที่จะทำธุรกิจส่งออก แต่ทั้งนี้เราก็ควรที่จะรู้จักกับตลาดออนไลน์ที่ดีพอก่อน ประเทศไทยนั้นมียอดการส่งออก เมื่อเปรียบเทียบกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด ในแต่ละปีอยู่ในอัตราที่สูงมาก คิดเป็น 80% ของ รายได้ประชาชาติ (GDP) เลยทีเดียว เพราะต่างชาติต่างรับรู้ว่า ฝีมือแรงงานไทยนั้นดี และราคาถูก ถึงแม้อาจจะไม่ถูกเท่า ประเทศเพื่อนบ้านของเรา อย่างกัมพูชา เวียดนาม หรือจีน แต่ก็คุ้มเมื่อเปรียบเทียบกับคุณภาพของงานที่ได้รับ อีกทั้งประเทศไทย ยังมีตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ที่ได้เปรียบ และดีที่สุดในภูมิภาค ASEAN เลยทีเดียว เพราะอยู่ตรงกึ่งกลางของภูมิภาค และมีทางออกทางทะเลทั้งสองด้าน นั่นคือ ฝั่งอ่าวไทย และฝั่งทะเลอันดามัน นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ ธุรกิจส่งออก เป็นธุรกิจที่น่าสนใจ และน่าลงทุนมากอีกธุรกิจหนึ่ง ที่สำคัญคือธุรกิจส่งออกจะโตได้อีกมากยิ่งขึ้น เพราะมีกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น ของประเทศเพื่อนบ้าน เพราะประเทศเหล่านี้มักจะนำเข้าสินค้า จากประเทศไทย เข้าไปเป็นส่วนใหญ่ และพร้อมกับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจ ASEAN ด้วย ที่ทำให้ภาษีนำเข้า ที่เคยเกิดขึ้นก็หายไป จึงทำให้ธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง

เรามาดูกันว่าธุรกิจการส่งออกมีในรูปแบบไหนบ้าง เพราะธุรกิจการส่งออกนั้นมาอยู่หลายรูปแบบด้วยกัน

  1. บริการขนส่ง หรือ Shipping

รูปแบบนี้ บางคนอาจจะมองว่า เป็นการจับเสือมือเปล่า เพราะใช้ประโยชน์จากการที่มีสินค้าขนส่งออกไปนอกประเทศไทยเยอะ ฉะนั้นถ้าเราขายพื้นที่ขนส่งสินค้าบนเรือ ก็คงจะดี ธุรกิจนี้จึงมักจะใช้เงินลงทุนที่ไม่สูง และเห็นคนเปิดธุรกิจนี้ได้ทั่วไป ส่วนใหญ่มักจะเคยอยู่กับบริษัท Shipping มาก่อน และดึงลูกค้า จากที่ทำงานเก่ามา ให้ใช้บริการกับตน

  1. ธุรกิจส่งออกผ่าน Internet

ธุรกิจส่งออกผ่าน Internet ธุรกิจนี้เป็นรูปแบบใหม่ ที่เกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตั้งแต่การใช้ Internet ทั่วโลกแพร่หลาย ซึ่งก็เป็นธุรกิจ Internet รูปแบบหนึ่ง แต่เน้นไปที่ลูกค้าต่างประเทศ ที่มีกำลังซื้อสูงกว่าประเทศไทย ธุรกิจรูปแบบนี้เราอาจจะต้องทำ Website เป็นภาษาอังกฤษ หรือนำสินค้าไปขายใน Marketplace ต่างๆ เช่น eBay เป็นต้น

  1. ธุรกิจส่งออกทั่วไป

ธุรกิจส่งออกทั่วไป คือ ธุรกิจที่มีการผลิตสินค้าของตัวเอง หรือรับสินค้ามาจากบริษัทอื่น และอาศัยสายสัมพันธ์ กับบริษัทต่างชาติ ในการขายสินค้าส่งออกไปยังต่างประเทศ สิ่งสำคัญ คือ คุณภาพของสินค้าที่ส่งออกไปนั้น และการปฏิบัติตาม L/C (Letter of Credit) ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ออกโดยลูกค้า ที่ส่งผ่านมาทางธนาคาร

และนี้คือข้อมูลเกี่ยวกับการส่งออก ที่หลายท่านอาจจะยังไปรู้ และกำลังหาข้อมูลอยู่ ไม่มีแนวคิดและแนวทางในการทำธุรกิจส่งออก

จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvmtivnja1ndqvbwfrzs1tb25les1yzwfslwvzdgf0zs5qcgc-1

เรามาค้นหาคำตอบกันว่า มันมีอะไรบ้างที่จำเป็น สำหรับการเริ่มต้นทำธุรกิจส่วนตัว สิ่งใดบ้างที่เป็นปัจจัยสำคัญ และขาดไม่ได้สำหรับการเริ่มต้นธุรกิจ

ซึ่งคนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่า มีแค่ไอเดีย ความรู้ และเงินทุน ก็พียงพอแล้ว แต่เราอยากให้คุณรู้ไว้ว่า มันยังมีอีก 2 อย่างที่มีความสำคัญ แม้จะไม่ถึงขนาดจำเป็นอย่างยิ่ง

แต่ก็ชี้เป็นชี้ตายให้ การเริ่มต้นธุรกิจของคุณได้ เปรียบได้ดั่ง การเปลี่ยนทางที่ขรุขระ และคดเคี้ยว เป็นทางด่วน ตัดตรงเข้าสู่ความสำเร็จเลยทีเดียว นั่นคือ สายสัมพันธ์ และโค้ช

  1. ความคิด (Idea)

“ทุกๆ ความสำเร็จ ทุกๆ ความร่ำรวยของเศรษฐีที่สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้เอง มีจุดเริ่มต้นมาจากไอเดียเล็กๆ” เป็นคำพูดของ Napoleon Hill นักเขียน และนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ ชาวอเมริกัน

เมื่อคุณอยากจะสร้าง ธุรกิจส่วนตัว คุณต้องคิดว่าจะทำธุรกิจอะไร วิธีที่ใช้สร้างไอเดียอย่างง่าย มีอยู่ 2 วิธี วิธีแรก คือ คิดว่าจะทำในสิ่งที่รักและถนัด เช่น คุณอาจจะรักการทำอาหาร และทำอาหารอร่อย ก็อาจจะคิดว่าจะทำธุรกิจร้านอาหารก็เป็นได้

และอีกวิธีหนึ่ง คือ คิดว่าจะสร้างคุณค่าบางอย่างที่คนอื่นๆ ยังมองไม่เห็น เช่น แถวบ้านยังไม่มีร้านสะดวกซื้อ คุณก็อาจจะคิดว่าจะเปิดเซเว่น สร้างความสะดวกให้คนแถวนั้น ก็เป็นการสร้างคุณค่าที่คนอื่นๆ ยังมองไม่เห็นอย่างนึง

  1. ความรู้และทักษะ (Knowledge and Skill)

“ทักษะและความมั่นใจ คือ กองทัพที่ไร้พ่าย” เป็นคำพูดของ George Herbert นักเทศน์ และบาทหลวง ชาวเวลส์

อาศัยแค่ไอเดีย กับความอยากทำธุรกิจ คงไม่สามารถขับเคลื่อนมันได้ คุณยังต้องมีทั้งความรู้และทักษะ ที่ใช้ในธุรกิจนั้นๆ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจของคุณ

ซึ่ง ความรู้ หมายถึง สิ่งที่สามารถเรียนรู้ได้จากผู้อื่น อาจจะด้วยการคุยกับผู้รู้ หรืออ่านหนังสือ เช่น การทำบัญชีกำไรขาดทุน ส่วน ทักษะ หมายถึง สิ่งที่คุณเรียนรู้ได้ด้วยการลงมือทำ จนเกิดความเชี่ยวชาญ เช่น การหาทำเลทองเพื่อเปิดร้าน

  1. เงินทุน (Capital)

“มีหลายต่อหลายสิ่งที่เงินแก้ปัญหาได้” เป็นคำพูดของ Danny Boyle ผู้กำกับที่โด่งดังจากเรื่อง Slumdog Millionaire ชาวอังกฤษ

คงปฏิเสธได้ยาก ว่าเงินทุนไม่มีผลต่อการเริ่มต้นสร้างธุรกิจ ถ้าไอเดียของคุณไม่สุดยอดระดับพลิกโลกได้ เหมือนกับ Microsoft, Google หรือ Facebook ที่มีนายทุนมาลงทุนให้ตั้งแต่เริ่มต้นสร้างธุรกิจ

ฉะนั้นจะมากจะน้อย ไม่ว่าธุรกิจใดก็ตามคุณจำเป็นต้องมีเงินทุนในการเริ่มต้นธุรกิจ และมีเงินทุนบางส่วนที่เก็บไว้เป็นสายป่าน ในการยืนระยะหากธุรกิจคุณเกิดการติดขัดเรื่องการเงินขึ้น

  1. สายสัมพันธ์ (Connection)

“การสื่อความ และการสร้างสายสัมพันธ์ เป็นกุญแจที่จะเปิดประตูความสำเร็จของคุณ” เป็นคำพูดของ Paul J. Meyer นักธุรกิจ ชาวอเมริกัน

นอกเหนือจาก 3 สิ่งเบื้องต้น สายสัมพันธ์ ยังมีบทบาทสำคัญกับการสร้างธุรกิจของคุณ ถ้าคุณรู้จักคนที่ช่วยเหลือคุณได้ ในแง่มุมที่คุณไม่ถนัด การสร้างธุรกิจของคุณก็จะง่ายขึ้น เช่น คุณอาจจะมีไอเดียผลิตสินค้าที่สุดยอด ตอบโจทย์คนได้เป็นอย่างดีเลย

แต่คุณไม่ถนัดการขายและการนำเสนอสินค้า ถ้าคุณรู้จัก และมีสายสัมพันธ์กับบริษัทห้างร้านต่างๆ มันก็เป็นการง่ายที่ คุณจะนำสินค้าของคุณ ไปเสนอให้กับเค้า และให้เค้าช่วยขายสินค้าของคุณ

  1. โค้ช (Mentor)

“เด็กทุกคนจำเป็นต้องมีโค้ช จริงๆ แล้วทุกคนก็จำเป็นต้องมีโค้ช” เป็นคำพูดของ Donovan Bailey นักวิ่งเหรียญทองโอลิมปิค ปี 1996 ที่ Atlanta ชาวจาไมก้า

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ถ้าคุณเรียนรู้จากคนที่มีประสบการณ์ คุณย่อมหลีกเลี่ยงการลองผิดลองถูก ก่อนจะพบวิธีที่ใช้แล้วได้ผล การทำ ธุรกิจส่วนตัว ก็เช่นกัน คุณควรจะพูดคุยแลกเปลี่ยนกับคนที่มีประสบการณ์ หรือโค้ชในธุรกิจที่คุณอยากจะเริ่มสร้าง

โค้ชจะช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และรู้ว่าจุดอ่อน จุดแข็งของธุรกิจอยู่ที่ไหน ไม่ต้องเสียเวลาไปลองผิดลองถูก และช่วยลดความเสี่ยงที่คุณจะล้มเหลวได้

 

วิธีการขายอย่างไร เพื่อให้ลูกค้าอยากซื้อ

การเป็นพนักงานขายที่จะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ดูได้จากวิธีการขายของเขา เขาสื่อสารกับลูกค้าอย่างไร น่าสนใจหรือไม่ เขาให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้ามากน้อยเพียงใด เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้พูดบ้างหรือไม่ หลายครั้งการปิดการขายได้ นั้นอาจไม่ได้มาจากความเต็มใจ แต่มาจากการตัดความรำคาญเท่านั้น การขายที่ดีย่อมไม่ใช่อย่างนั้นแน่ มาดูกันว่านักขายที่ดีนั้นเขามีเทคนิคการขายที่น่าสนใจอย่างไร

1. สร้างความไว้วางใจด้วยการฟัง
พื้นฐานของการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพของนักขาย ที่จะขาดไม่ได้เลยคือการฟัง แม้ว่าคุณจะมีความเชื่อมั่นในตัวเองมากเพียงใดก็ตาม อย่าได้ละเลยการฟังความต้องการของลูกค้าด้วยเชียวนะ ไม่ใช่เอาแต่บรรยายสรรพคุณของสินค้าและบริการให้ลูกค้าฟังแต่อย่างเดียว การฟังลูกค้าช่วยให้คุณไปถึงเป้าหมายได้ เพราะทำให้คุณได้รับทราบข้อมูลความต้องการของลูกค้า รวมทั้งความกังวลต่าง ๆ จากการซื้อหรือใช้สินค้า ซึ่งหากเราฟังลูกค้า เราก็จะสามารถอธิบาย ทำความเข้าใจกับลูกค้า ลดความกังวลใจของลูกค้าได้มาก ทั้งยังสร้างความไว้วางใจได้เป็นอย่างดี นักขายที่ดี คือผู้ที่คอยช่วยเหลือ แนะนำลูกค้า คอยให้ข้อมูลที่สำคัญ นำเสนอประโยชน์ที่แท้จริงของสินค้าไม่ใช่มาเพื่อทำการขายเท่านั้น นักขายที่ตั้งใจมาเพื่อขายอย่างเดียว มักจะเอาแต่พูด จนลูกค้าเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย รำคาญใจ นอกจากนี้การไม่ฟังลูกค้ายังอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อความมุ่งหวังของ ลูกค้าอีกด้วย

2. นำเสนอให้น่าประทับใจ
การนำเสนอของคุณต้องสามารถจับใจผู้ฟังให้เกิดความสนใจในสินค้าหรือบริการของคุณ ได้ เริ่มต้น 15 วินาทีแรกให้น่าประทับใจ สบตาผู้ฟังเพื่อสังเกตปฏิกิริยาของพวกเขา หากพบว่าเขามีทีท่าไม่สนใจ ให้เปลี่ยนกลยุทธ์วิธีการนำเสนอ ตั้งคำถามเกี่ยวกับความต้องการ และปัญหาของลูกค้า เพื่อที่คุณจะนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดและตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด ให้แก่ลูกค้าได้

3. จดบันทึกความต้องการของลูกค้า
ระหว่าง การพูดคุย หากคุณจดบันทึกความต้องการของลูกค้าลงไปด้วยเสมอ แสดงถึงความตั้งใจและใส่ใจลูกค้า จะทำให้คุณเก็บประเด็นได้อย่างครบถ้วน ก่อนจบการสนทนา ทบทวนสิ่งที่คุณจดบันทึกให้ลูกค้าฟังอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าคุณไม่ได้พลาดประเด็นไหนไป ด้วยวิธีการนี้ลูกค้าเกิดความรู้สึกประทับใจต่อความเอาใจใส่ของคุณอย่างแน่ นอน

4. ถามลูกค้าเพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติม
เคล็ดลับการขายของ ในการคุยกันตอนต้น คุณอาจยังไม่รู้จักลูกค้าดีเท่าใดนัก ดังนั้นจึงควรตั้งคำถามเพื่อให้คุณรู้จักลูกค้ามากขึ้น ด้วยการถามถึงการใช้สินค้าและบริการในอดีต ปัจจุบัน และความคาดหวังในอนาคต โดยคำถามที่ใช้เพื่อให้ลูกค้าบอกข้อมูลออกมา ได้แก่ การถามว่า “ทำไม” และ “อย่างไร”

วิธีการขายที่ดีไม่ใช่การที่นักขายเอาแต่พูดเพียงฝ่ายเดียว หากแต่หมายรวมถึง การฟัง และการถามเพื่อให้ได้ข้อมูลความต้องการของลูกค้า แล้วจึงตอบสนองด้วยสินค้าและบริการที่ตรงกับความต้องการ นั่นจึงจะเป็นงานขายที่ประสบความสำเร็จ

ทักษะการขายที่ทุกคนควรมี ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการประกอบธุรกิจ

ทักษะการขายที่เชี่ยวชาญ คือ องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิต ดังนั้น เคล็ดลับที่จะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น คือ

1.เป็นผู้ฟังที่ดี โดยการกระตือรือร้นและสนใจในสิ่งที่คนอื่นพูด เมื่อมีคนนำเสนอแนวคิดในที่ทำงาน ควรตั้งใจฟังวัตถุประสงค์ของคนอื่นด้วย

2.รู้จักหาเครือข่าย นักขายที่ประสบความสำเร็จมักเชี่ยวชาญในการหาวิธีติดต่อกับผู้อื่น ดังนั้นจึงควรลดความเร็วในการพูดลงด้วย นอกจากนี้ควรถามไถ่ถึงความสนใจของพวกเขา เพราะจะช่วยสร้างความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้นไปอีกด้วย

3.การเป็นผู้ให้ หากต้องการเพิ่มพลังอำนาจให้กับชีวิตด้วยทักษะการขายที่ดีเยี่ยมไม่ควรนึกถึงแต่การขายเพียงอย่างเดียว แต่ควรนึกถึงการให้ก่อน ส่วนเงินหรือความสำเร็จก็คือผลพลอยได้ที่จะตามมา

4.รักในสิ่งที่ทำ นักขายหรือเจ้าของธุรกิจที่รักในผลิตภัณฑ์ของตัวเองจะไม่ค่อยให้ความสนใจในเรื่องทักษะการขาย แต่ความรักในสิ่งที่ทำนั้นจะเป็นแรงผลักดันให้ฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จได้

5.นึกถึงผลลัพธ์ นักขายที่ประสบความสำเร็จมักจะเห็นว่าลูกค้าของตัวเองพอใจในบริการที่พวกเขามอบให้อย่างเต็มเปี่ยม พวกเขาเห็นทุกคนชื่นชอบในผลิตภัณฑ์ที่ซื้อไปและเห็นผลลัพธ์ก่อนที่จะเริ่มการขายเสียอีก ดังนั้นการจินตนาการจะช่วยทำให้มองเห็นทางสว่างที่อาจจะยังมองไม่เห็น ณ เวลานี้

6.อย่าเก็บปัญหาต่างๆมาคิดมาก หนึ่งในทักษะการขายที่เรียนรู้ได้ยากที่สุดคือวิธีรับมือกับการปฏิเสธ อย่าเก็บคำปฏิเสธเหล่านั้นมาคิดมากและจงสู้ต่อไปจงเชื่อมั่นในตัวเองและสักวันจะเจอกับคนที่สนับสนุน

7.จับจุดให้ได้ว่าคนอื่นต้องการอะไรและหาสิ่งที่พวกเขาต้องการไปนำเสนอ

8.สบตากับอีกฝ่าย การสบตาเป็นวิธีที่ทำได้ไม่ยากแต่ปรากฏว่าเป็นทักษะการขายที่สำคัญมาก ผู้ที่ประสบความสำเร็จรู้ดีว่าการหลบตาเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความไม่มั่นใจหรือหวาดระแวง

9.คอยติดตามผลงาน หนึ่งในทักษะการขายที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการติดตามผล

10.ผู้คนจะนึกถึงก่อน แม้ว่าจะมีทักษะการขายที่ยอดเยี่ยมที่สุดแต่ถ้าไม่มีใจรักในงานบริการก็คงช่วยอะไรไม่ได้

ดังนั้น การเป็นที่จะเชี่ยวชาญในเรื่องทักษะการขายถือเป็นศิลปะแห่งการสร้างสายสัมพันธ์กับบุคคลอื่น และที่สำคัญหากต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตแบบรอบด้าน จำเป็นต้องพัฒนาทักษะการขายอยู่เสมอ เพราะทักษะเหล่านี้สามารถนำมาปรับใช้ได้กับเรื่องอื่นๆในชีวิตได้อีกด้วย

การเล่าเรื่องนั้นถือว่าสำคัญมากในการทำให้ธุรกิจประสบผลสำเร็จ

หลายบริษัทใช้การเล่าเรื่องขายสินค้า หรือที่เรียกว่าการพรีเซนเทชั่น เป็นการพูดแบบใช้โฆษณาแฝง ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นถึงแม้จะไม่เคยใช้ผลิตภัณฑ์นั้นเลย จะเห็นได้ว่าเทคนิคการเล่าเรื่องนั้นถือว่าสำคัญมากในการทำให้ธุรกิจประสบผลสำเร็จ

การเล่าเรื่องให้ประสบความสำเร็จต้องอาศัยปัจจัยหลายด้าน โดยเฉพาะตัวผู้พูด ความรู้สึกตื่นเต้นอาจทำให้การพูดออกมาไม่ประสบความสำเร็จ เพราะอาจทำให้ผู้ฟังหมดความสนใจในเรื่องที่กำลังฟังอยู่ จับใจความสิ่งที่เราพูดไม่ได้ สำหรับวิธีที่สามารถมาประยุกต์ใช้ได้อย่างยอดเยี่ยมในการเล่าเรื่องทางธุรกิจ มีดังนี้

1.สื่อความหมายด้วยภาพ เราสามารถใช้ภาษาสร้างภาพขึ้นมาได้ โดยใช้คำพูดที่สามารถสื่อความหมาย ภาพ และอารมณ์ได้อย่างชัดเจน เพื่อทำให้ผู้ฟังได้สัมผัสกลิ่น สี รสผ่านคำพูดของเรา แล้วจึงค่อยเชื่อมโยงให้ผู้ฟังเห็นความเกี่ยวโยงของภาพที่เรานำเสนอไป กับสารที่เราต้องการนำเสนอ หรือใช้น้ำเสียงและสายตาเน้นคำพูดให้มีน้ำหนักมากขึ้นจนคนฟังเกิดความตื่นเต้น

2.ลำดับเรื่องราวให้น่าติดตาม  ยิ่งเล่าได้มีลำดับน่าติดตามยิ่งทำให้สนใจ โดยหลักในการลำดับเรื่องราวมีหัวข้อย่อยๆ ดังนี้

2.1 เล่าสถานการณ์ในปัจจุบันว่าภาพรวมเป็นอย่างไร  เช่นอาจเป็นภาพรวมของสังคมหรือสภาพแวดล้อมของเหตุการณ์นั้นๆ เพื่อให้คนฟังเข้าใจว่าเรื่องที่กำลังจะฟังต่อไปนี้เกิดขึ้นที่ไหน เวลาใด และมีบริบทแวดล้อมอะไรบ้าง

2.2 หลังจากเล่าสภาพแวดล้อมทั่วไปแล้ว จึงค่อยเริ่มนำผู้ฟังเข้าสู่ช่วงปมปัญหา โดยเล่าให้ผู้ฟังเห็นภาพว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นกับตัวเอกในเรื่องเล่า และปัญหานั้นก่อให้เกิดความขัดแย้งในจิตใจหรือสถานการณ์นั้นอย่างไร

2.3 จากนั้นจึงเข้าสู่ช่วงเหตุการณ์ที่ตัวเอกตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเพื่อจัดการกับปัญหานั้นๆ เป็นจุดที่ทำให้สถานการณ์ปัญหาทั้งหมดมาถึงจุดเปลี่ยน

2.4 มาถึงตอนนี้ปัญหาจึงมาถึงจุดคลี่คลาย เป็นช่วงที่ปัญหาต่างๆ ถูกแก้ไข เกิดความเปลี่ยนแปลงในชีวิตและสภาพแวดล้อมของตัวเอก

2.5 หลังจากความเปลี่ยนแปลงแล้ว เราจึงเข้าสู่ช่วงอธิบายภาพสถานการณ์ใหม่หลังการเปลี่ยนแปลงให้คนอ่านได้เห็นว่าตอนนี้เรื่องราวได้พลิกผันกลายเป็นอย่างไร ซึ่งภาพหลังการเปลี่ยนแปลงนี้มักจะเป็นภาพที่ดีกว่าสถานการณ์แรกเริ่มสุด เนื่องจากได้ผ่านจุดแก้ปมปัญหามาแล้ว

โดยหลักการเล่าเรื่องสามารถนำมาประยุกต์กับธุรกิจได้ ช่วยสร้างภาพลักษณ์อันดีต่อผู้บริโภค และมาสนับสนุนสินค้าและบริการของเรา

เทคนิคการพูด ช่วยลดความตื่นเต้น

การพูดให้ผู้ฟังเกิดการคล้อยตามนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับใครหลายคน ทำให้เกิดความประหม่า เมื่อต้องออกไปพูดต่อหน้าคนเยอะๆ ทำให้เกิดปัญหาในการสื่อสารกับผู้อื่น โดยเฉพาะกับสาวยุคใหม่ที่ต้องมีความมั่นใจ ดังนั้นบทความนี้จึงนำเสนอเกี่ยวกับเทคนิคการสร้างความมั่นใจในการพูด

1.ต้องเตรียมความพร้อม ทั้งรายละเอียดเนื้อหา เอกสารประกอบ สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณนำเสนอเรื่องที่พูดได้อย่างน่าสนใจ นอกจากนี้ต้องดูแลสุขภาพด้วย

2.วิเคราะห์กลุ่มผู้ฟัง ต้องรู้ว่าจะพูดให้ใครฟัง ผู้ฟังมีพื้นฐานความรู้มากน้อยแค่ไหน จะได้รู้ว่าใช้วิธีการพูดอย่างไรให้เหมาะสม เช่น พูดให้เด็กเล็กๆฟัง ก็ต้องใช้นิทานช่วย หรือจะไปพูดศัพท์วิชาการไทยคำอังกฤษคำให้คนความรู้น้อยฟังก็คงจะไม่เหมาะ

3.เช็คอุปกรณ์และสถานที่ ควรไปยังสถานที่ก่อนเวลา เพื่อจะได้สร้างความคุ้นเคยและหัดใช้อุปกรณ์ต่างๆ จะได้ไม่ขลุกขลักระหว่างการพูด

4.ให้ความเป็นกันเองกับผู้ฟัง ทำให้ลดความตื่นเต้นลงได้มาก โดยการทักทายผู้ฟัง ทำให้รู้สึกว่าเป็นกันเอง

5.ต้องมีอารมณ์ขัน เพื่อสร้างบรรยากาศลดความเครียด เพราะบางทีเรื่องที่พูดมีคววามยาว ทำให้ผู้ฟังเกิดความเบื่อหน่ายได้

6.ดูปฏิกิริยาของผู้ฟัง เวลาพูดให้กวาดสายตาเป็นระยะๆ เพื่อดูว่าผู้ฟังเขาตั้งใจฟังอยู่หรือไม่ ดูว่าเขาพยักหน้าเข้าใจ หรือสงสัย จะได้แก้สถานการณ์

7.งดการท่องจำ ควรฝึกซ้อม และทำความเข้าใจกับเนื้อหาที่พูดให้ดี แล้วเปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้ถามบ้าง เพราะเมื่อเข้าใจเนื้อหาที่พูด จะทำให้ตอบคำถามได้อย่างคล่องแคล่ว

8.อย่าวิตกกังวลเมื่อพูดผิดพลาด ให้ลืมไปก่อนแล้วพูดให้จบ เพราะหากกังวลจะทำให้เกิดความเสียหายมากกว่าที่คิด ค่อยมาแก้ไขในสิ่งที่พูดในครั้งหน้าจะดีกว่า

9.ไม่แสดงอาการดูหมิ่นคนฟัง เพราะบางคนชอบแสดงตัวว่าเก่ง มีความรู้มากกว่าผู้ฟัง ทำให้แสดงกิริยาอวดเก่งไม่เหมาะสมออกมา ทำให้ผู้ฟังหมดความนับถือ

10.นึกภาพเสมอว่าพูดสำเร็จ คิดว่าได้รับคำชมเชย ได้รับเสียงปรบมือ ทำให้เกิดกำลังใจ และลดความเครียดในใจลงได้

วิธีการขายตรงให้ดูน่าเชื่อถือ

การขายสินค้าและบริการด้วยวิธีขายตรง สามารถได้ง่ายและลงทุนน้อยเมื่อเทียบกับการทำการตลาดแบบอื่นๆ แต่ในปัจจุบันการขายตรงไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร สาเหตุหนึ่งมาจากตัวผู้ขายที่ไม่มีศิลปะในการสื่อสารไปยังผู้บริโภค สำหรับวิธีที่จะทำให้การขายน่าเชื่อถือ มีดังนี้

1.หาข้อมูลลูกค้า ทางด้านผู้ขาย ต้องรู้ข้อมูลเบื้องต้น จากนั้นจึงเจาะลึกรายละเอียดของแต่ละคน เมื่อได้ข้อมูลแล้วจึงทำเค้าโครงบทสนทนากับลูกค้า และนำไปเชื่อมโยงกับเป้าหมายของการทำธุรกิจขายตรง

2.ทำความรู้จักกับลูกค้า ผู้ขายตรงต้องแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย อาจหิ้วของกำนัลเล็กๆ น้อยๆ ไปฝากเพื่อสร้างความประทับใจแรกพบ แรกเริ่มบทสนทนาไม่ควรเปิดการขายทันที เพราะดูจะจงใจเกินไป ทำให้ลูกค้าปฏิเสธได้ ดังนั้นจึงควรทำความรู้จักก่อน และเป็นผู้ฟังที่ดีด้วย

3.ประเมินคุณสมบัติผู้ซื้อ ต้องเริ่มตรวจสอบอำนาจการตัดสินใจของลูกค้า หากลูกค้ามีอำนาจการตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียวก็ถือว่าโชคดีมาก แต่ถ้าไม่ ผู้ประกอบการต้องพยายามโน้มน้าวให้คู่สนทนาไปจูงใจผู้มีอำนาจตัดสินใจอีกต่อหนึ่ง รวมทั้งสอบถามถึงงบประมาณด้วย

4.ต้องค่อยๆถามให้ละเอียดขึ้น อาจเป็นคำถามลักษณะปลายเปิดเพื่อให้ลูกค้าได้แสดงความคิดเห็นออกมา และคำตอบที่ได้จะเป็นข้อมูลที่ดีสำหรับผู้ประกอบการในการตีกรอบและนำพาการสนทนาเข้าสู่การสินค้าและบริการในรูปแบบขายตรงของเรา

5.นำเสนอทางแก้ปัญหา  ผู้ประกอบการต้อง แสดงวิสัยทัศน์และขั้นตอนในการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างชัดเจนเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อว่าลูกค้าฟังแล้วก็จะคล้อยตาม

6.เปิดการขายอย่างมีศิลปะ ผู้ประกอบการต้องอธิบายให้เห็นถึงคุณประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับจากสินค้าและบริการว่าสามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างไร

7.ต้องปิดการขายเป็น หากลูกค้าไม่ได้ตัดสินใจซื้อก็อย่าให้ถอดใจ ไม่แน่ว่าลูกค้าอาจต้องการสินค้าและบริการของเราในภายภาคหน้า ผู้ประกอบการควรหมั่นส่งเอกสารเกี่ยวกับสินค้าและบริการให้ลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ

8.เน้นบริการหลังการขาย เมื่อขายได้แล้วก็ไม่ได้หมายความว่างานของผู้ประกอบการจะสิ้นสุดลง แต่มันคือจุดเริ่มต้นของงานบริการหลังการขายซึ่งกินระยะเวลายาวนานจนกว่าผู้บริโภคจะเลิกใช้สินค้าและบริการจากเราเลยทีเดียว เพื่อเป็นการรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้

การวางแผนงานขายให้ได้ผลตอบรับที่น่าพึงพอใจ

aL5Stgd
ปัจจุบันแนวโน้มตลาดแรงงานได้เปิดกว้างสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาที่ตรงกับสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องการขาย และต้องการพนักงานขายหน้าใหม่ที่รักในอาชีพ มีสินค้าที่ต้องการ พนักงานขาย หรือผู้แทนการขายที่มีความรู้เฉพาะด้านมากขึ้น ซึ่งคุณวุฒิและประสบการณ์ในตลาดของพนักขายใน ปัจจุบันจึงแตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง องค์กรธุรกิจในยุคการค้าเสรีตระหนักดีว่าการรับพนักงานขายที่ไม่มีพื้นฐานความเข้าใจในสินค้านั้นๆอาจจะไม่สามารถทำให้การขายบรรลุจุดประสงค์และเป้าหมายของบริษัทที่วางไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่มีการแข่งขันอย่างเข้มข้นจากคู่แข่งทางการค้าที่มีขายผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกัน  โดยทั่วไปพนักงานขายที่มีประสบการณ์ในการทำงานประมาณ 2 – 3 ปี ก็จะมีโอกาสก้าวหน้าไปทำงานในตำแหน่งอื่นที่สูงขึ้น

ฝ่ายขายเป็นงานที่มีความสำคัญอย่างมากของบริษัท เนื่องจากเป็นแผนกหาเงินเข้าบริษัท คนที่สนใจด้านงานขายจึงไม่ต้องกลัวตกงานเลย เพราะเป็นตำแหน่งที่ทุกบริษัทต้องการ อย่างไรก็ดีการจะเป็นนักขายที่ประสบความสำเร็จนั้นจำเป็นต้องมีพื้นฐาน ซึ่งการเตรียมความพร้อมเป็นจุดเริ่มต้นของงานขายที่ประสบความสำเร็จ นักขายที่ดีต้องมีการวางแผนงานขายในการเข้าพบลูกค้าหรือโทรติดต่อลูกค้าให้ได้ผลตอบรับที่น่าพึงพอใจ ควรแสดงให้ลูกค้าเห็นว่าคุณมีการเตรียมตัวที่ดี และสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าได้ พนักงานขายที่ประสบความสำเร็จควรมีแรงขับดันด้านจริยธรรมที่เหมาะสมสำหรับประเภทของงานขายเฉพาะอย่าง พนักงานขายจำเป็นต้องมีความรู้สึกด้านจริยธรรม เพื่อจะได้สามารถระบุถึงตำแหน่งและเข้าใจสถานการณ์ของลูกค้าได้

พนักงานขายที่จะชนะใจลูกค้าได้

1.การมีบุคลิกภาพที่ดีเหมาะสมกับอาชีพการขาย คือ แต่งกายดี เข้ากับสังคมได้เหมาะสม เป็นที่น่าเชื่อถือ จริงใจ มีไหวพริบดี ความจำดี
2.พนักงานขายที่ดีมีจรรยาบรรณต่ออาชีพที่จะต้องทำงานกับเพื่อนร่วมงานทุกคนได้ด้วยดี มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่
3.พนักงานขายที่ดีมีลักษณะเป็นมิตร มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าก็จะได้รับมิตรภาพที่ดีกับลูกค้าเช่นกัน
4.อาชีพการขายเป็นอาชีพที่มีศักดิ์ศรี พนักงานขายจะต้องรับผิดชอบในการกระทำ

กลยุทธ์ส่งเสริมการขายที่นิยมนำมาใช้ในการทำตลาดในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ

22

การดำเนินธุรกิจในยุคที่มีการแข่งขันสูงเช่นปัจจุบัน การส่งเสริมการขาย(Promotion) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำตลาดมากยิ่งขึ้น จุดประสงค์ของการนำกลยุทธ์ส่งเสริมการขายมาใช้เพื่อทำให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจในตัวสินค้ามากขึ้น โดยการเสนอผลประโยชน์พิเศษให้กับลูกค้าเป็นครั้งคราว เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดความต้องการสินค้าในช่วงเวลานั้นกลยุทธ์ส่งเสริมการขายที่นิยมนำมาใช้ในการทำตลาดในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้ประกอบการ ซึ่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถเลือกนำมาใช้ให้เหมาะกับสินค้า เช่น การส่งเสริมการขายที่มุ่งสู่ลูกค้าโดยตรง เพื่อต้องการให้ลูกค้าซื้อสินค้ามากขึ้น ผู้ประกอบการก็อาจเลือกใช้วิธีการแจกของตัวอย่าง การสาธิตวิธีการใช้ การให้คูปอง การคืนเงิน ฯลฯ

แต่หากต้องการส่งเสริมการขายโดยมุ่งไปที่ตัวแทนจำหน่ายที่เป็นคนกลาง เพื่อให้บุคคลเหล่านี้กระจายสินค้าไปยังลูกค้าได้มากขึ้น ก็สามารถนำวิธีการส่งเสริมการขายในลักษณะให้ส่วนลดสินค้า การแถมสินค้า การกำหนดเป้าในการซื้อสินค้า การให้ของขวัญพิเศษ ฯลฯมาใช้เป็นแรงจูงใจ และหากต้องการส่งเสริมการขายด้วยการมุ่งสู่พนักงานขาย สามารถใช้วิธีการกระตุ้นด้วยการให้โบนัสพิเศษ การกำหนดเป้าการขาย เพื่อกระตุ้นให้พนักงานเหล่านี้ขายสินค้าได้มากขึ้น

เทคนิคในการส่งเสริมการขายที่นิยมใช้มีหลายวิธี อาทิ การสาธิตคุณประโยชน์และวิธีการใช้สินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคมีความเข้าใจในตัวสินค้า ซึ่งหากเป็นสินค้าชิ้นไม่ใหญ่มาก ผู้ขายสามารถนำไปสาธิตให้ลูกค้าทราบตามจุดต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า หรือสถานที่ที่สะดวกได้ แต่หากสินค้ามีชิ้นใหญ่ ก็อาจใช้วิธีการเชิญชวนลูกค้าให้เข้ามาชมสินค้าในโรงงานแทนการจัดแสดงสินค้า Exhibition เป็นวิธีการส่งเสริมการขายวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงในปัจจุบัน เพราะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ง่าย และลูกค้าสามารถเลือกชมสินค้าที่นำมาแสดงได้โดยง่ายการแจกสินค้าตัวอย่าง Sample ส่วนใหญ่มักใช้กรณีที่ออกสินค้าใหม่ เช่น ออกแชมพูสระผมตัวใหม่ ,ครีมทาผิวกลิ่นใหม่ ฯลฯ จุดประสงค์ในการแจกสินค้าตัวอย่างเพื่อให้ผู้บริโภคทดลองใช้ แต่วิธีนี้อาจทำให้มีต้นทุนสูง

เทคนิคการเล่าเรื่องเพื่อให้ผู้บริโภคคล้อยตาม

วิธีการเล่าเรื่องเป็นเครื่องมือการขายที่ทรงพลัง ช่วยทำให้ผู้ฟังเกิดความสนใจ เรื่องเล่าที่ดีช่วยให้เกิดจินตนาการในหัว ยิ่งถ้าเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันด้วยแล้ว ทำให้ผู้ฟังเกิดความคิดเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ เทคนิควิธีการเล่าเรื่องมีดังนี้
1.ก่อนเล่าเรื่อง ต้องคิดถึงจุดประสงค์ของเรื่องก่อน ว่าอยากให้ผู้ฟังรู้สึกอย่างไร และอยากให้ผู้ฟังได้รับอะไรจากการเล่าเรื่อง และเลือกเรื่องให้เหมาะสมกับจุดประสงค์ เช่น ถ้าอยากให้ผู้ฟังรู้สึกผ่อนคลาย ก็ใช้วิธีการเล่าเรื่องตลก สบายๆสอดแทรกเข้าไปกับการนำเสนอของเรา แต่ถ้าต้องการให้ผู้ฟังนั้นเกิดความตื่นเต้นและสนใจในสิ่งที่เราต้องการนำ เสนอ อาจเลือกให้วิธีการเล่าไปทีละส่วน และเปิดเผยข้อมูลทีละเล็กละน้อย เพื่อกระตุ้นผู้ฟังให้เกิดความสนใจในเรื่องที่เราเล่ามากขึ้น
2.สร้างภาพเรื่องราวขึ้นในหัวของผู้ฟัง ทำให้เรื่องราวมีความน่าเชื่อถือ ทำให้ผู้ฟังจดจำเรื่องราวได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ นิยาย หรือรายการทีวีก็มักเริ่มต้นด้วยตัวละคร สถานที่ เวลา และรวมถึงตัวบอกใบ้ทิศทางของเรื่องราวที่จะไปต่อ เพื่อให้ผู้ฟังสามารถจินตนาการตามได้ง่ายขึ้น
3.เล่าตอนจบให้รู้สึกอยากติดตามโดยตอนจบที่ดีจะต้องมัดใจผู้ฟังให้เกิดความเข้าใจและเกิดความรู้สึกตามสิ่ง ที่เราอยากให้เขารู้สึกได้ เช่น ถ้าเป็นเรื่องราวของความหวังและการให้กำลังใจ เมื่อผู้ฟังฟังจบแล้วก็ต้องเกิดกำลังใจในการทำงานหรือการใช้ชีวิตตามแนวคิด ที่เราพูดถึงได้ด้วย ซึ่งเราสามารถดูได้ง่ายๆ ว่าเราจบเรื่องได้ดีไหม โดยการดูว่าเรื่องที่เราเล่าตอนจบนั้น เป็นการจูงใจลูกค้าให้มองเห็นผลลัพธ์ที่เขาจะได้หากเลือกเราหรือเปล่า
4.พูดถึงจุดพลิกผันที่ทำให้ประสบความสำเร็จ อาจจะทำให้คนฟังหรือคนที่กำลังประสบปัญหาเดียวกันได้ตัดสินใจเลือกเส้นทาง แบบนี้บ้างเมื่อพบเจอกับอุปสรรคและปัญหา เพื่อที่จะได้ไปสู่ความสำเร็จเช่นเดียวกันกับตัวละครในเรื่องเล่า สามารถสร้างแรงบันดาลใจหรือผลกระทบต่อเรื่องเล่าของเราได้ดีที่สุด

เทคนิคที่กล่าวมาข้างต้นเป็นบางส่วนเท่านั้น เป็นขั้นตอนที่ทำให้เรื่องราวมีความน่าสนใจ ซึ่งการเล่าเรื่องถือว่ามีส่วนสำคัญในการทำธุรกิจ เพราะการเล่าเรื่องและการโน้มน้าวให้ผู้บริโภคเกิดการคล้อยตามช่วยทำให้สินค้ามีความน่าสนใจ และเกิดการซื้อนั่นเอง

ศิลปะในการพูดและการขายสินค้า

งานขาย ถือเป็นงานที่ต้องใช้ศิลปะการขายเพื่อการจูงใจลูกค้า ดังนั้น พนักงานขายจำเป็นต้องมีกลยุทธ์การเสนอขาย เพื่อเพิ่มยอดขายให้แก่องค์กร และการขยายฐานลูกค้าใหม่ ดังต่อไปนี้

ก่อนการขายสินค้าใดๆ ก็ตาม ผู้ขายจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับตัวสินค้าหรือบริการมากพอที่จะให้ข้อมูลแก่ลูกค้าได้อย่างครบถ้วน ทั้งในเรื่องราคาส่วนลด หรือเงื่อนไขต่างๆ ผู้ขายจะต้องแสดงออกผ่านคำพูดด้วยความมั่นใจ เพื่อให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นต่อสินค้า หรือบริการที่นำเสนอขาย

พูดให้เป็นธรรมชาติ โดยใช้คำพูดที่สุภาพ เช่นคำว่า สวัสดีค่ะ/ ครับ ขออภัย ขอโทษ ขอบคุณ และเวลาพูดก็ควรมีหางเสียง อาทิ ค่ะ ครับ เป็นต้น

หลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์สแลง หรือศัพท์เฉพาะที่ลูกค้าฟังแล้วไม่เข้าใจ เพราะการสื่อสารถือเป็นเรื่องสำคัญมาก การสื่อสารที่ดีทำให้ลูกค้าเกิดความเข้าใจในตัวสินค้า เห็นข้อดีของสินค้า และทำให้เกิดการซื้อสินค้า ถ้าลูกค้าฟังแล้วไม่เข้าใจ ก็อาจเปลี่ยนไปซื้อสินค้าตัวอื่นแทน

จูงใจลูกค้าด้วยเหตุผล อธิบายคุณลักษณะ คุณภาพ พร้อมทั้งประสิทธิภาพของตัวสินค้าหรือบริการ โดยมีน้ำหนักเพียงพอที่จะโน้มน้าวลูกค้าให้เกิดความเชื่อถือได้

จูงใจลูกค้าด้านอารมณ์ โดยอธิบายว่า สินค้าและบริการของผู้ขายมีส่วนช่วยให้ลูกค้ารู้สึกดีด้านใดบ้าง เช่น เมื่อเลือกใช้สินค้า หรือบริการของผู้ขายแล้ว ลูกค้าจะมีความสง่า ภูมิฐาน มีรสนิยม นำสมัย รู้สึกสบาย หรือมีความปลอดภัยจากอันตราย เป็นต้น

จูงใจลูกค้าด้วยระบบบริหารขององค์กร ทำให้ลูกค้ามั่นใจว่า ผู้ขายมีระบบการจัดส่งสินค้าตรงเวลา ส่งสินค้าถูกต้องครบตามจำนวน มีบริการที่ดี หรือมีสินค้าให้เลือกมากมาย มีบริการหลังการขายที่เชื่อถือได้ เป็นต้น

พยายามตอบข้อซักถามจากลูกค้า เพื่อลูกค้าจะได้รับทราบข้อมูลสินค้าหรือบริการที่เป็นจริง วิธีดังกล่าวจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการขายมากขึ้น

อดทนต่อสิ่งต่างๆ ที่มักเกิดขึ้นได้ในระหว่างการสนทนา เช่น คำตำหนิ คำร้องเรียน การปฏิเสธ การโต้แย้งในเรื่องส่วนลดของสินค้าหรือบริการ โดยผู้ขายต้องไม่แสดงอารมณ์ฉุนเฉียวต่อลูกค้า

สร้างสายสัมพันธ์ระยะยาว เพื่อให้ลูกค้าเก่าเกิดการซื้อซ้ำ รวมถึงช่วยบอกต่อ และชักชวนเพื่อน หรือญาติสนิทให้สนใจซื้อสินค้าด้วย

เชื่อเถอะว่า การขายอย่างมีศิลปะจะช่วยนำพาอนาคตของนักขายทั้งหลายให้รุ่งโรจน์และสดใสอย่างแน่นอน

เทคนิคในการโน้มน้าวใจลูกค้าศิลปะในการขายสินค้าให้ประสบความสำเร็จ

ความสามารถในการโน้มน้าวใจลูกค้าเป็นศิลปะในการขายสินค้าอย่างหนึ่ง นักขายที่มีความสามารถโน้มน้าวใจคนเก่งมีโอกาสทำยอดขายได้มาก ในทางตรงกันข้ามหากนักขายไม่สามารถโน้มน้าวใจลูกค้าได้ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการขายย่อมมีน้อย มาดูกันว่า หลักในการโน้มน้าวใจลูกค้าให้ประสบความสำเร็จนั้นมีอะไรบ้าง

1. ให้นักขายนำเสนอหรือกล่าวถึงสิ่งที่ “ลูกค้า” ได้ประโยชน์จากการใช้สินค้า
นักขายต้องโน้มน้าวใจให้ลูกค้าเห็นดีเห็นงามกับประโยชน์ หรือ คุณค่าที่ลูกค้าจะได้รับจากการใช้สินค้านั้น โดยนักขายจะต้องชี้ให้ลูกค้าเห็นว่า ประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับคืออะไร ซึ่งประโยชน์นั้นมีอยู่ 2 ประเภท ได้แก่ ประโยชน์ที่จับต้องได้ หมายถึง ประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้ตัวสินค้าโดยตรง (Functional Benefits) และประโยชน์ที่จับต้องไม่ได้ หมายถึง ประโยชน์ทางด้านจิตใจ (Emotional Benefits) เมื่อลูกค้าได้ตระหนักถึงสิ่งที่จะได้รับแล้ว ลูกค้าจะให้ความร่วมมือและทำตามสิ่งที่นักขายเสนออย่างเต็มใจ
2. หลีกเลี่ยงการกล่าวถึงสิ่งที่ลูกค้าจะเสียประโยชน์จากการใช้สินค้า
การ “หลีกเลี่ยง” นั้น “ไม่ใช่การโกหก” การหลีกเลี่ยง คือ การไม่กล่าวถึงบางสิ่งบางอย่างโดยไม่จำเป็น แต่การโกหกนั้น คือ การให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง นักขายควรหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงประเด็นที่จะทำให้ลูกค้าจะเสียประโยชน์จากการซื้อสินค้าของคุณ เพราะการกล่าวถึงสิ่งที่ลูกค้าจะเสียประโยชน์ จะทำให้กระบวนการโน้มน้าวใจทำได้ยากขึ้น หรือบางทีอาจจะล้มเหลวไปเลยก็ได้
3. ทำให้ผลเสียของลูกค้าเป็นเรื่องเล็กน้อย
ในกรณีที่นักขายไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงผลเสียของสินค้า นักขายจะต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า ผลเสียที่อาจเกิดขึ้นนั้น เป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับประโยขน์ที่ลูกค้าจะได้รับ เมื่อลูกค้าทราบถึงผลเสีย แน่นอนลูกค้าต้องเกิดความลังเลใจในการซื้อสินค้า ปกติแล้วลูกค้าจะเปรียบเทียบระหว่างผลเสียกับประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับว่ามีอย่างไหนมากกว่ากัน แต่หากลูกค้าทราบว่าผลเสียนั้นเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ลูกค้าจะสามารถตัดสินใจซื้อสินค้าได้ไม่ยาก เพราะไม่ใช่ประเด็นที่น่าวิตกกังวลอะไร
ดังนั้น หน้าที่ของนักขายก็คือ ต้องทำให้ผลเสียเป็นเรื่องเล็กน้อย ด้วยวิธีการง่าย ๆ ที่นักขายสามารถนำไปใช้ได้คือ การหักล้างสิ่งที่ลูกค้าจะเสียไป ด้วยประโยชน์อันมากมายที่ลูกค้าจะได้รับจากสินค้าของคุณ

ที่สำคัญวิธีการโน้มน้าวใจทั้ง 3 ประการข้างต้นจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อ นักขายมีการเตรียมตัวทำการบ้านมาก่อนล่วงหน้าถึงวิธีนำเสนอประโยชน์ วิธีหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงผลเสียที่ลูกค้าจะได้รับ รวมถึงวิธีพูดให้ผลเสียนั้นดูเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับ เพื่อให้สามารถโน้มน้าวใจจนลูกค้ายอมโอนอ่อนตามนักขาย และเมื่อลูกค้าส่งสัญญาณให้ทราบว่า เขาพึงพอใจในการซื้อขายครั้งนี้ ถึงเวลาแล้วที่นักขายควรจะปิดการขายทันที