เทคนิคการพูด ช่วยลดความตื่นเต้น

การพูดให้ผู้ฟังเกิดการคล้อยตามนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับใครหลายคน ทำให้เกิดความประหม่า เมื่อต้องออกไปพูดต่อหน้าคนเยอะๆ ทำให้เกิดปัญหาในการสื่อสารกับผู้อื่น โดยเฉพาะกับสาวยุคใหม่ที่ต้องมีความมั่นใจ ดังนั้นบทความนี้จึงนำเสนอเกี่ยวกับเทคนิคการสร้างความมั่นใจในการพูด

1.ต้องเตรียมความพร้อม ทั้งรายละเอียดเนื้อหา เอกสารประกอบ สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณนำเสนอเรื่องที่พูดได้อย่างน่าสนใจ นอกจากนี้ต้องดูแลสุขภาพด้วย

2.วิเคราะห์กลุ่มผู้ฟัง ต้องรู้ว่าจะพูดให้ใครฟัง ผู้ฟังมีพื้นฐานความรู้มากน้อยแค่ไหน จะได้รู้ว่าใช้วิธีการพูดอย่างไรให้เหมาะสม เช่น พูดให้เด็กเล็กๆฟัง ก็ต้องใช้นิทานช่วย หรือจะไปพูดศัพท์วิชาการไทยคำอังกฤษคำให้คนความรู้น้อยฟังก็คงจะไม่เหมาะ

3.เช็คอุปกรณ์และสถานที่ ควรไปยังสถานที่ก่อนเวลา เพื่อจะได้สร้างความคุ้นเคยและหัดใช้อุปกรณ์ต่างๆ จะได้ไม่ขลุกขลักระหว่างการพูด

4.ให้ความเป็นกันเองกับผู้ฟัง ทำให้ลดความตื่นเต้นลงได้มาก โดยการทักทายผู้ฟัง ทำให้รู้สึกว่าเป็นกันเอง

5.ต้องมีอารมณ์ขัน เพื่อสร้างบรรยากาศลดความเครียด เพราะบางทีเรื่องที่พูดมีคววามยาว ทำให้ผู้ฟังเกิดความเบื่อหน่ายได้

6.ดูปฏิกิริยาของผู้ฟัง เวลาพูดให้กวาดสายตาเป็นระยะๆ เพื่อดูว่าผู้ฟังเขาตั้งใจฟังอยู่หรือไม่ ดูว่าเขาพยักหน้าเข้าใจ หรือสงสัย จะได้แก้สถานการณ์

7.งดการท่องจำ ควรฝึกซ้อม และทำความเข้าใจกับเนื้อหาที่พูดให้ดี แล้วเปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้ถามบ้าง เพราะเมื่อเข้าใจเนื้อหาที่พูด จะทำให้ตอบคำถามได้อย่างคล่องแคล่ว

8.อย่าวิตกกังวลเมื่อพูดผิดพลาด ให้ลืมไปก่อนแล้วพูดให้จบ เพราะหากกังวลจะทำให้เกิดความเสียหายมากกว่าที่คิด ค่อยมาแก้ไขในสิ่งที่พูดในครั้งหน้าจะดีกว่า

9.ไม่แสดงอาการดูหมิ่นคนฟัง เพราะบางคนชอบแสดงตัวว่าเก่ง มีความรู้มากกว่าผู้ฟัง ทำให้แสดงกิริยาอวดเก่งไม่เหมาะสมออกมา ทำให้ผู้ฟังหมดความนับถือ

10.นึกภาพเสมอว่าพูดสำเร็จ คิดว่าได้รับคำชมเชย ได้รับเสียงปรบมือ ทำให้เกิดกำลังใจ และลดความเครียดในใจลงได้

วิธีการขายตรงให้ดูน่าเชื่อถือ

การขายสินค้าและบริการด้วยวิธีขายตรง สามารถได้ง่ายและลงทุนน้อยเมื่อเทียบกับการทำการตลาดแบบอื่นๆ แต่ในปัจจุบันการขายตรงไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร สาเหตุหนึ่งมาจากตัวผู้ขายที่ไม่มีศิลปะในการสื่อสารไปยังผู้บริโภค สำหรับวิธีที่จะทำให้การขายน่าเชื่อถือ มีดังนี้

1.หาข้อมูลลูกค้า ทางด้านผู้ขาย ต้องรู้ข้อมูลเบื้องต้น จากนั้นจึงเจาะลึกรายละเอียดของแต่ละคน เมื่อได้ข้อมูลแล้วจึงทำเค้าโครงบทสนทนากับลูกค้า และนำไปเชื่อมโยงกับเป้าหมายของการทำธุรกิจขายตรง

2.ทำความรู้จักกับลูกค้า ผู้ขายตรงต้องแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย อาจหิ้วของกำนัลเล็กๆ น้อยๆ ไปฝากเพื่อสร้างความประทับใจแรกพบ แรกเริ่มบทสนทนาไม่ควรเปิดการขายทันที เพราะดูจะจงใจเกินไป ทำให้ลูกค้าปฏิเสธได้ ดังนั้นจึงควรทำความรู้จักก่อน และเป็นผู้ฟังที่ดีด้วย

3.ประเมินคุณสมบัติผู้ซื้อ ต้องเริ่มตรวจสอบอำนาจการตัดสินใจของลูกค้า หากลูกค้ามีอำนาจการตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียวก็ถือว่าโชคดีมาก แต่ถ้าไม่ ผู้ประกอบการต้องพยายามโน้มน้าวให้คู่สนทนาไปจูงใจผู้มีอำนาจตัดสินใจอีกต่อหนึ่ง รวมทั้งสอบถามถึงงบประมาณด้วย

4.ต้องค่อยๆถามให้ละเอียดขึ้น อาจเป็นคำถามลักษณะปลายเปิดเพื่อให้ลูกค้าได้แสดงความคิดเห็นออกมา และคำตอบที่ได้จะเป็นข้อมูลที่ดีสำหรับผู้ประกอบการในการตีกรอบและนำพาการสนทนาเข้าสู่การสินค้าและบริการในรูปแบบขายตรงของเรา

5.นำเสนอทางแก้ปัญหา  ผู้ประกอบการต้อง แสดงวิสัยทัศน์และขั้นตอนในการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างชัดเจนเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อว่าลูกค้าฟังแล้วก็จะคล้อยตาม

6.เปิดการขายอย่างมีศิลปะ ผู้ประกอบการต้องอธิบายให้เห็นถึงคุณประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับจากสินค้าและบริการว่าสามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างไร

7.ต้องปิดการขายเป็น หากลูกค้าไม่ได้ตัดสินใจซื้อก็อย่าให้ถอดใจ ไม่แน่ว่าลูกค้าอาจต้องการสินค้าและบริการของเราในภายภาคหน้า ผู้ประกอบการควรหมั่นส่งเอกสารเกี่ยวกับสินค้าและบริการให้ลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ

8.เน้นบริการหลังการขาย เมื่อขายได้แล้วก็ไม่ได้หมายความว่างานของผู้ประกอบการจะสิ้นสุดลง แต่มันคือจุดเริ่มต้นของงานบริการหลังการขายซึ่งกินระยะเวลายาวนานจนกว่าผู้บริโภคจะเลิกใช้สินค้าและบริการจากเราเลยทีเดียว เพื่อเป็นการรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้

การวางแผนงานขายให้ได้ผลตอบรับที่น่าพึงพอใจ

aL5Stgd
ปัจจุบันแนวโน้มตลาดแรงงานได้เปิดกว้างสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาที่ตรงกับสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องการขาย และต้องการพนักงานขายหน้าใหม่ที่รักในอาชีพ มีสินค้าที่ต้องการ พนักงานขาย หรือผู้แทนการขายที่มีความรู้เฉพาะด้านมากขึ้น ซึ่งคุณวุฒิและประสบการณ์ในตลาดของพนักขายใน ปัจจุบันจึงแตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง องค์กรธุรกิจในยุคการค้าเสรีตระหนักดีว่าการรับพนักงานขายที่ไม่มีพื้นฐานความเข้าใจในสินค้านั้นๆอาจจะไม่สามารถทำให้การขายบรรลุจุดประสงค์และเป้าหมายของบริษัทที่วางไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่มีการแข่งขันอย่างเข้มข้นจากคู่แข่งทางการค้าที่มีขายผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกัน  โดยทั่วไปพนักงานขายที่มีประสบการณ์ในการทำงานประมาณ 2 – 3 ปี ก็จะมีโอกาสก้าวหน้าไปทำงานในตำแหน่งอื่นที่สูงขึ้น

ฝ่ายขายเป็นงานที่มีความสำคัญอย่างมากของบริษัท เนื่องจากเป็นแผนกหาเงินเข้าบริษัท คนที่สนใจด้านงานขายจึงไม่ต้องกลัวตกงานเลย เพราะเป็นตำแหน่งที่ทุกบริษัทต้องการ อย่างไรก็ดีการจะเป็นนักขายที่ประสบความสำเร็จนั้นจำเป็นต้องมีพื้นฐาน ซึ่งการเตรียมความพร้อมเป็นจุดเริ่มต้นของงานขายที่ประสบความสำเร็จ นักขายที่ดีต้องมีการวางแผนงานขายในการเข้าพบลูกค้าหรือโทรติดต่อลูกค้าให้ได้ผลตอบรับที่น่าพึงพอใจ ควรแสดงให้ลูกค้าเห็นว่าคุณมีการเตรียมตัวที่ดี และสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าได้ พนักงานขายที่ประสบความสำเร็จควรมีแรงขับดันด้านจริยธรรมที่เหมาะสมสำหรับประเภทของงานขายเฉพาะอย่าง พนักงานขายจำเป็นต้องมีความรู้สึกด้านจริยธรรม เพื่อจะได้สามารถระบุถึงตำแหน่งและเข้าใจสถานการณ์ของลูกค้าได้

พนักงานขายที่จะชนะใจลูกค้าได้

1.การมีบุคลิกภาพที่ดีเหมาะสมกับอาชีพการขาย คือ แต่งกายดี เข้ากับสังคมได้เหมาะสม เป็นที่น่าเชื่อถือ จริงใจ มีไหวพริบดี ความจำดี
2.พนักงานขายที่ดีมีจรรยาบรรณต่ออาชีพที่จะต้องทำงานกับเพื่อนร่วมงานทุกคนได้ด้วยดี มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่
3.พนักงานขายที่ดีมีลักษณะเป็นมิตร มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าก็จะได้รับมิตรภาพที่ดีกับลูกค้าเช่นกัน
4.อาชีพการขายเป็นอาชีพที่มีศักดิ์ศรี พนักงานขายจะต้องรับผิดชอบในการกระทำ

กลยุทธ์ส่งเสริมการขายที่นิยมนำมาใช้ในการทำตลาดในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ

22

การดำเนินธุรกิจในยุคที่มีการแข่งขันสูงเช่นปัจจุบัน การส่งเสริมการขาย(Promotion) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำตลาดมากยิ่งขึ้น จุดประสงค์ของการนำกลยุทธ์ส่งเสริมการขายมาใช้เพื่อทำให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจในตัวสินค้ามากขึ้น โดยการเสนอผลประโยชน์พิเศษให้กับลูกค้าเป็นครั้งคราว เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดความต้องการสินค้าในช่วงเวลานั้นกลยุทธ์ส่งเสริมการขายที่นิยมนำมาใช้ในการทำตลาดในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้ประกอบการ ซึ่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถเลือกนำมาใช้ให้เหมาะกับสินค้า เช่น การส่งเสริมการขายที่มุ่งสู่ลูกค้าโดยตรง เพื่อต้องการให้ลูกค้าซื้อสินค้ามากขึ้น ผู้ประกอบการก็อาจเลือกใช้วิธีการแจกของตัวอย่าง การสาธิตวิธีการใช้ การให้คูปอง การคืนเงิน ฯลฯ

แต่หากต้องการส่งเสริมการขายโดยมุ่งไปที่ตัวแทนจำหน่ายที่เป็นคนกลาง เพื่อให้บุคคลเหล่านี้กระจายสินค้าไปยังลูกค้าได้มากขึ้น ก็สามารถนำวิธีการส่งเสริมการขายในลักษณะให้ส่วนลดสินค้า การแถมสินค้า การกำหนดเป้าในการซื้อสินค้า การให้ของขวัญพิเศษ ฯลฯมาใช้เป็นแรงจูงใจ และหากต้องการส่งเสริมการขายด้วยการมุ่งสู่พนักงานขาย สามารถใช้วิธีการกระตุ้นด้วยการให้โบนัสพิเศษ การกำหนดเป้าการขาย เพื่อกระตุ้นให้พนักงานเหล่านี้ขายสินค้าได้มากขึ้น

เทคนิคในการส่งเสริมการขายที่นิยมใช้มีหลายวิธี อาทิ การสาธิตคุณประโยชน์และวิธีการใช้สินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคมีความเข้าใจในตัวสินค้า ซึ่งหากเป็นสินค้าชิ้นไม่ใหญ่มาก ผู้ขายสามารถนำไปสาธิตให้ลูกค้าทราบตามจุดต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า หรือสถานที่ที่สะดวกได้ แต่หากสินค้ามีชิ้นใหญ่ ก็อาจใช้วิธีการเชิญชวนลูกค้าให้เข้ามาชมสินค้าในโรงงานแทนการจัดแสดงสินค้า Exhibition เป็นวิธีการส่งเสริมการขายวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงในปัจจุบัน เพราะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ง่าย และลูกค้าสามารถเลือกชมสินค้าที่นำมาแสดงได้โดยง่ายการแจกสินค้าตัวอย่าง Sample ส่วนใหญ่มักใช้กรณีที่ออกสินค้าใหม่ เช่น ออกแชมพูสระผมตัวใหม่ ,ครีมทาผิวกลิ่นใหม่ ฯลฯ จุดประสงค์ในการแจกสินค้าตัวอย่างเพื่อให้ผู้บริโภคทดลองใช้ แต่วิธีนี้อาจทำให้มีต้นทุนสูง

เทคนิคการเล่าเรื่องเพื่อให้ผู้บริโภคคล้อยตาม

วิธีการเล่าเรื่องเป็นเครื่องมือการขายที่ทรงพลัง ช่วยทำให้ผู้ฟังเกิดความสนใจ เรื่องเล่าที่ดีช่วยให้เกิดจินตนาการในหัว ยิ่งถ้าเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันด้วยแล้ว ทำให้ผู้ฟังเกิดความคิดเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ เทคนิควิธีการเล่าเรื่องมีดังนี้
1.ก่อนเล่าเรื่อง ต้องคิดถึงจุดประสงค์ของเรื่องก่อน ว่าอยากให้ผู้ฟังรู้สึกอย่างไร และอยากให้ผู้ฟังได้รับอะไรจากการเล่าเรื่อง และเลือกเรื่องให้เหมาะสมกับจุดประสงค์ เช่น ถ้าอยากให้ผู้ฟังรู้สึกผ่อนคลาย ก็ใช้วิธีการเล่าเรื่องตลก สบายๆสอดแทรกเข้าไปกับการนำเสนอของเรา แต่ถ้าต้องการให้ผู้ฟังนั้นเกิดความตื่นเต้นและสนใจในสิ่งที่เราต้องการนำ เสนอ อาจเลือกให้วิธีการเล่าไปทีละส่วน และเปิดเผยข้อมูลทีละเล็กละน้อย เพื่อกระตุ้นผู้ฟังให้เกิดความสนใจในเรื่องที่เราเล่ามากขึ้น
2.สร้างภาพเรื่องราวขึ้นในหัวของผู้ฟัง ทำให้เรื่องราวมีความน่าเชื่อถือ ทำให้ผู้ฟังจดจำเรื่องราวได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ นิยาย หรือรายการทีวีก็มักเริ่มต้นด้วยตัวละคร สถานที่ เวลา และรวมถึงตัวบอกใบ้ทิศทางของเรื่องราวที่จะไปต่อ เพื่อให้ผู้ฟังสามารถจินตนาการตามได้ง่ายขึ้น
3.เล่าตอนจบให้รู้สึกอยากติดตามโดยตอนจบที่ดีจะต้องมัดใจผู้ฟังให้เกิดความเข้าใจและเกิดความรู้สึกตามสิ่ง ที่เราอยากให้เขารู้สึกได้ เช่น ถ้าเป็นเรื่องราวของความหวังและการให้กำลังใจ เมื่อผู้ฟังฟังจบแล้วก็ต้องเกิดกำลังใจในการทำงานหรือการใช้ชีวิตตามแนวคิด ที่เราพูดถึงได้ด้วย ซึ่งเราสามารถดูได้ง่ายๆ ว่าเราจบเรื่องได้ดีไหม โดยการดูว่าเรื่องที่เราเล่าตอนจบนั้น เป็นการจูงใจลูกค้าให้มองเห็นผลลัพธ์ที่เขาจะได้หากเลือกเราหรือเปล่า
4.พูดถึงจุดพลิกผันที่ทำให้ประสบความสำเร็จ อาจจะทำให้คนฟังหรือคนที่กำลังประสบปัญหาเดียวกันได้ตัดสินใจเลือกเส้นทาง แบบนี้บ้างเมื่อพบเจอกับอุปสรรคและปัญหา เพื่อที่จะได้ไปสู่ความสำเร็จเช่นเดียวกันกับตัวละครในเรื่องเล่า สามารถสร้างแรงบันดาลใจหรือผลกระทบต่อเรื่องเล่าของเราได้ดีที่สุด

เทคนิคที่กล่าวมาข้างต้นเป็นบางส่วนเท่านั้น เป็นขั้นตอนที่ทำให้เรื่องราวมีความน่าสนใจ ซึ่งการเล่าเรื่องถือว่ามีส่วนสำคัญในการทำธุรกิจ เพราะการเล่าเรื่องและการโน้มน้าวให้ผู้บริโภคเกิดการคล้อยตามช่วยทำให้สินค้ามีความน่าสนใจ และเกิดการซื้อนั่นเอง