ธุรกิจส่งออก

%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81

หลายคนสนใจที่จะทำธุรกิจส่งออก แต่ทั้งนี้เราก็ควรที่จะรู้จักกับตลาดออนไลน์ที่ดีพอก่อน ประเทศไทยนั้นมียอดการส่งออก เมื่อเปรียบเทียบกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด ในแต่ละปีอยู่ในอัตราที่สูงมาก คิดเป็น 80% ของ รายได้ประชาชาติ (GDP) เลยทีเดียว เพราะต่างชาติต่างรับรู้ว่า ฝีมือแรงงานไทยนั้นดี และราคาถูก ถึงแม้อาจจะไม่ถูกเท่า ประเทศเพื่อนบ้านของเรา อย่างกัมพูชา เวียดนาม หรือจีน แต่ก็คุ้มเมื่อเปรียบเทียบกับคุณภาพของงานที่ได้รับ อีกทั้งประเทศไทย ยังมีตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ที่ได้เปรียบ และดีที่สุดในภูมิภาค ASEAN เลยทีเดียว เพราะอยู่ตรงกึ่งกลางของภูมิภาค และมีทางออกทางทะเลทั้งสองด้าน นั่นคือ ฝั่งอ่าวไทย และฝั่งทะเลอันดามัน นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ ธุรกิจส่งออก เป็นธุรกิจที่น่าสนใจ และน่าลงทุนมากอีกธุรกิจหนึ่ง ที่สำคัญคือธุรกิจส่งออกจะโตได้อีกมากยิ่งขึ้น เพราะมีกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น ของประเทศเพื่อนบ้าน เพราะประเทศเหล่านี้มักจะนำเข้าสินค้า จากประเทศไทย เข้าไปเป็นส่วนใหญ่ และพร้อมกับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจ ASEAN ด้วย ที่ทำให้ภาษีนำเข้า ที่เคยเกิดขึ้นก็หายไป จึงทำให้ธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง

เรามาดูกันว่าธุรกิจการส่งออกมีในรูปแบบไหนบ้าง เพราะธุรกิจการส่งออกนั้นมาอยู่หลายรูปแบบด้วยกัน

  1. บริการขนส่ง หรือ Shipping

รูปแบบนี้ บางคนอาจจะมองว่า เป็นการจับเสือมือเปล่า เพราะใช้ประโยชน์จากการที่มีสินค้าขนส่งออกไปนอกประเทศไทยเยอะ ฉะนั้นถ้าเราขายพื้นที่ขนส่งสินค้าบนเรือ ก็คงจะดี ธุรกิจนี้จึงมักจะใช้เงินลงทุนที่ไม่สูง และเห็นคนเปิดธุรกิจนี้ได้ทั่วไป ส่วนใหญ่มักจะเคยอยู่กับบริษัท Shipping มาก่อน และดึงลูกค้า จากที่ทำงานเก่ามา ให้ใช้บริการกับตน

  1. ธุรกิจส่งออกผ่าน Internet

ธุรกิจส่งออกผ่าน Internet ธุรกิจนี้เป็นรูปแบบใหม่ ที่เกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตั้งแต่การใช้ Internet ทั่วโลกแพร่หลาย ซึ่งก็เป็นธุรกิจ Internet รูปแบบหนึ่ง แต่เน้นไปที่ลูกค้าต่างประเทศ ที่มีกำลังซื้อสูงกว่าประเทศไทย ธุรกิจรูปแบบนี้เราอาจจะต้องทำ Website เป็นภาษาอังกฤษ หรือนำสินค้าไปขายใน Marketplace ต่างๆ เช่น eBay เป็นต้น

  1. ธุรกิจส่งออกทั่วไป

ธุรกิจส่งออกทั่วไป คือ ธุรกิจที่มีการผลิตสินค้าของตัวเอง หรือรับสินค้ามาจากบริษัทอื่น และอาศัยสายสัมพันธ์ กับบริษัทต่างชาติ ในการขายสินค้าส่งออกไปยังต่างประเทศ สิ่งสำคัญ คือ คุณภาพของสินค้าที่ส่งออกไปนั้น และการปฏิบัติตาม L/C (Letter of Credit) ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ออกโดยลูกค้า ที่ส่งผ่านมาทางธนาคาร

และนี้คือข้อมูลเกี่ยวกับการส่งออก ที่หลายท่านอาจจะยังไปรู้ และกำลังหาข้อมูลอยู่ ไม่มีแนวคิดและแนวทางในการทำธุรกิจส่งออก

จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?

ahr0cdovl3axlmlzyw5vb2suy29tl21ulzavdwqvmtivnja1ndqvbwfrzs1tb25les1yzwfslwvzdgf0zs5qcgc-1

เรามาค้นหาคำตอบกันว่า มันมีอะไรบ้างที่จำเป็น สำหรับการเริ่มต้นทำธุรกิจส่วนตัว สิ่งใดบ้างที่เป็นปัจจัยสำคัญ และขาดไม่ได้สำหรับการเริ่มต้นธุรกิจ

ซึ่งคนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่า มีแค่ไอเดีย ความรู้ และเงินทุน ก็พียงพอแล้ว แต่เราอยากให้คุณรู้ไว้ว่า มันยังมีอีก 2 อย่างที่มีความสำคัญ แม้จะไม่ถึงขนาดจำเป็นอย่างยิ่ง

แต่ก็ชี้เป็นชี้ตายให้ การเริ่มต้นธุรกิจของคุณได้ เปรียบได้ดั่ง การเปลี่ยนทางที่ขรุขระ และคดเคี้ยว เป็นทางด่วน ตัดตรงเข้าสู่ความสำเร็จเลยทีเดียว นั่นคือ สายสัมพันธ์ และโค้ช

  1. ความคิด (Idea)

“ทุกๆ ความสำเร็จ ทุกๆ ความร่ำรวยของเศรษฐีที่สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้เอง มีจุดเริ่มต้นมาจากไอเดียเล็กๆ” เป็นคำพูดของ Napoleon Hill นักเขียน และนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ ชาวอเมริกัน

เมื่อคุณอยากจะสร้าง ธุรกิจส่วนตัว คุณต้องคิดว่าจะทำธุรกิจอะไร วิธีที่ใช้สร้างไอเดียอย่างง่าย มีอยู่ 2 วิธี วิธีแรก คือ คิดว่าจะทำในสิ่งที่รักและถนัด เช่น คุณอาจจะรักการทำอาหาร และทำอาหารอร่อย ก็อาจจะคิดว่าจะทำธุรกิจร้านอาหารก็เป็นได้

และอีกวิธีหนึ่ง คือ คิดว่าจะสร้างคุณค่าบางอย่างที่คนอื่นๆ ยังมองไม่เห็น เช่น แถวบ้านยังไม่มีร้านสะดวกซื้อ คุณก็อาจจะคิดว่าจะเปิดเซเว่น สร้างความสะดวกให้คนแถวนั้น ก็เป็นการสร้างคุณค่าที่คนอื่นๆ ยังมองไม่เห็นอย่างนึง

  1. ความรู้และทักษะ (Knowledge and Skill)

“ทักษะและความมั่นใจ คือ กองทัพที่ไร้พ่าย” เป็นคำพูดของ George Herbert นักเทศน์ และบาทหลวง ชาวเวลส์

อาศัยแค่ไอเดีย กับความอยากทำธุรกิจ คงไม่สามารถขับเคลื่อนมันได้ คุณยังต้องมีทั้งความรู้และทักษะ ที่ใช้ในธุรกิจนั้นๆ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจของคุณ

ซึ่ง ความรู้ หมายถึง สิ่งที่สามารถเรียนรู้ได้จากผู้อื่น อาจจะด้วยการคุยกับผู้รู้ หรืออ่านหนังสือ เช่น การทำบัญชีกำไรขาดทุน ส่วน ทักษะ หมายถึง สิ่งที่คุณเรียนรู้ได้ด้วยการลงมือทำ จนเกิดความเชี่ยวชาญ เช่น การหาทำเลทองเพื่อเปิดร้าน

  1. เงินทุน (Capital)

“มีหลายต่อหลายสิ่งที่เงินแก้ปัญหาได้” เป็นคำพูดของ Danny Boyle ผู้กำกับที่โด่งดังจากเรื่อง Slumdog Millionaire ชาวอังกฤษ

คงปฏิเสธได้ยาก ว่าเงินทุนไม่มีผลต่อการเริ่มต้นสร้างธุรกิจ ถ้าไอเดียของคุณไม่สุดยอดระดับพลิกโลกได้ เหมือนกับ Microsoft, Google หรือ Facebook ที่มีนายทุนมาลงทุนให้ตั้งแต่เริ่มต้นสร้างธุรกิจ

ฉะนั้นจะมากจะน้อย ไม่ว่าธุรกิจใดก็ตามคุณจำเป็นต้องมีเงินทุนในการเริ่มต้นธุรกิจ และมีเงินทุนบางส่วนที่เก็บไว้เป็นสายป่าน ในการยืนระยะหากธุรกิจคุณเกิดการติดขัดเรื่องการเงินขึ้น

  1. สายสัมพันธ์ (Connection)

“การสื่อความ และการสร้างสายสัมพันธ์ เป็นกุญแจที่จะเปิดประตูความสำเร็จของคุณ” เป็นคำพูดของ Paul J. Meyer นักธุรกิจ ชาวอเมริกัน

นอกเหนือจาก 3 สิ่งเบื้องต้น สายสัมพันธ์ ยังมีบทบาทสำคัญกับการสร้างธุรกิจของคุณ ถ้าคุณรู้จักคนที่ช่วยเหลือคุณได้ ในแง่มุมที่คุณไม่ถนัด การสร้างธุรกิจของคุณก็จะง่ายขึ้น เช่น คุณอาจจะมีไอเดียผลิตสินค้าที่สุดยอด ตอบโจทย์คนได้เป็นอย่างดีเลย

แต่คุณไม่ถนัดการขายและการนำเสนอสินค้า ถ้าคุณรู้จัก และมีสายสัมพันธ์กับบริษัทห้างร้านต่างๆ มันก็เป็นการง่ายที่ คุณจะนำสินค้าของคุณ ไปเสนอให้กับเค้า และให้เค้าช่วยขายสินค้าของคุณ

  1. โค้ช (Mentor)

“เด็กทุกคนจำเป็นต้องมีโค้ช จริงๆ แล้วทุกคนก็จำเป็นต้องมีโค้ช” เป็นคำพูดของ Donovan Bailey นักวิ่งเหรียญทองโอลิมปิค ปี 1996 ที่ Atlanta ชาวจาไมก้า

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ถ้าคุณเรียนรู้จากคนที่มีประสบการณ์ คุณย่อมหลีกเลี่ยงการลองผิดลองถูก ก่อนจะพบวิธีที่ใช้แล้วได้ผล การทำ ธุรกิจส่วนตัว ก็เช่นกัน คุณควรจะพูดคุยแลกเปลี่ยนกับคนที่มีประสบการณ์ หรือโค้ชในธุรกิจที่คุณอยากจะเริ่มสร้าง

โค้ชจะช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และรู้ว่าจุดอ่อน จุดแข็งของธุรกิจอยู่ที่ไหน ไม่ต้องเสียเวลาไปลองผิดลองถูก และช่วยลดความเสี่ยงที่คุณจะล้มเหลวได้

 

วิธีการขายอย่างไร เพื่อให้ลูกค้าอยากซื้อ

การเป็นพนักงานขายที่จะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ดูได้จากวิธีการขายของเขา เขาสื่อสารกับลูกค้าอย่างไร น่าสนใจหรือไม่ เขาให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้ามากน้อยเพียงใด เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้พูดบ้างหรือไม่ หลายครั้งการปิดการขายได้ นั้นอาจไม่ได้มาจากความเต็มใจ แต่มาจากการตัดความรำคาญเท่านั้น การขายที่ดีย่อมไม่ใช่อย่างนั้นแน่ มาดูกันว่านักขายที่ดีนั้นเขามีเทคนิคการขายที่น่าสนใจอย่างไร

1. สร้างความไว้วางใจด้วยการฟัง
พื้นฐานของการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพของนักขาย ที่จะขาดไม่ได้เลยคือการฟัง แม้ว่าคุณจะมีความเชื่อมั่นในตัวเองมากเพียงใดก็ตาม อย่าได้ละเลยการฟังความต้องการของลูกค้าด้วยเชียวนะ ไม่ใช่เอาแต่บรรยายสรรพคุณของสินค้าและบริการให้ลูกค้าฟังแต่อย่างเดียว การฟังลูกค้าช่วยให้คุณไปถึงเป้าหมายได้ เพราะทำให้คุณได้รับทราบข้อมูลความต้องการของลูกค้า รวมทั้งความกังวลต่าง ๆ จากการซื้อหรือใช้สินค้า ซึ่งหากเราฟังลูกค้า เราก็จะสามารถอธิบาย ทำความเข้าใจกับลูกค้า ลดความกังวลใจของลูกค้าได้มาก ทั้งยังสร้างความไว้วางใจได้เป็นอย่างดี นักขายที่ดี คือผู้ที่คอยช่วยเหลือ แนะนำลูกค้า คอยให้ข้อมูลที่สำคัญ นำเสนอประโยชน์ที่แท้จริงของสินค้าไม่ใช่มาเพื่อทำการขายเท่านั้น นักขายที่ตั้งใจมาเพื่อขายอย่างเดียว มักจะเอาแต่พูด จนลูกค้าเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย รำคาญใจ นอกจากนี้การไม่ฟังลูกค้ายังอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อความมุ่งหวังของ ลูกค้าอีกด้วย

2. นำเสนอให้น่าประทับใจ
การนำเสนอของคุณต้องสามารถจับใจผู้ฟังให้เกิดความสนใจในสินค้าหรือบริการของคุณ ได้ เริ่มต้น 15 วินาทีแรกให้น่าประทับใจ สบตาผู้ฟังเพื่อสังเกตปฏิกิริยาของพวกเขา หากพบว่าเขามีทีท่าไม่สนใจ ให้เปลี่ยนกลยุทธ์วิธีการนำเสนอ ตั้งคำถามเกี่ยวกับความต้องการ และปัญหาของลูกค้า เพื่อที่คุณจะนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดและตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด ให้แก่ลูกค้าได้

3. จดบันทึกความต้องการของลูกค้า
ระหว่าง การพูดคุย หากคุณจดบันทึกความต้องการของลูกค้าลงไปด้วยเสมอ แสดงถึงความตั้งใจและใส่ใจลูกค้า จะทำให้คุณเก็บประเด็นได้อย่างครบถ้วน ก่อนจบการสนทนา ทบทวนสิ่งที่คุณจดบันทึกให้ลูกค้าฟังอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าคุณไม่ได้พลาดประเด็นไหนไป ด้วยวิธีการนี้ลูกค้าเกิดความรู้สึกประทับใจต่อความเอาใจใส่ของคุณอย่างแน่ นอน

4. ถามลูกค้าเพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติม
เคล็ดลับการขายของ ในการคุยกันตอนต้น คุณอาจยังไม่รู้จักลูกค้าดีเท่าใดนัก ดังนั้นจึงควรตั้งคำถามเพื่อให้คุณรู้จักลูกค้ามากขึ้น ด้วยการถามถึงการใช้สินค้าและบริการในอดีต ปัจจุบัน และความคาดหวังในอนาคต โดยคำถามที่ใช้เพื่อให้ลูกค้าบอกข้อมูลออกมา ได้แก่ การถามว่า “ทำไม” และ “อย่างไร”

วิธีการขายที่ดีไม่ใช่การที่นักขายเอาแต่พูดเพียงฝ่ายเดียว หากแต่หมายรวมถึง การฟัง และการถามเพื่อให้ได้ข้อมูลความต้องการของลูกค้า แล้วจึงตอบสนองด้วยสินค้าและบริการที่ตรงกับความต้องการ นั่นจึงจะเป็นงานขายที่ประสบความสำเร็จ

ทักษะการขายที่ทุกคนควรมี ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการประกอบธุรกิจ

ทักษะการขายที่เชี่ยวชาญ คือ องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิต ดังนั้น เคล็ดลับที่จะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น คือ

1.เป็นผู้ฟังที่ดี โดยการกระตือรือร้นและสนใจในสิ่งที่คนอื่นพูด เมื่อมีคนนำเสนอแนวคิดในที่ทำงาน ควรตั้งใจฟังวัตถุประสงค์ของคนอื่นด้วย

2.รู้จักหาเครือข่าย นักขายที่ประสบความสำเร็จมักเชี่ยวชาญในการหาวิธีติดต่อกับผู้อื่น ดังนั้นจึงควรลดความเร็วในการพูดลงด้วย นอกจากนี้ควรถามไถ่ถึงความสนใจของพวกเขา เพราะจะช่วยสร้างความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้นไปอีกด้วย

3.การเป็นผู้ให้ หากต้องการเพิ่มพลังอำนาจให้กับชีวิตด้วยทักษะการขายที่ดีเยี่ยมไม่ควรนึกถึงแต่การขายเพียงอย่างเดียว แต่ควรนึกถึงการให้ก่อน ส่วนเงินหรือความสำเร็จก็คือผลพลอยได้ที่จะตามมา

4.รักในสิ่งที่ทำ นักขายหรือเจ้าของธุรกิจที่รักในผลิตภัณฑ์ของตัวเองจะไม่ค่อยให้ความสนใจในเรื่องทักษะการขาย แต่ความรักในสิ่งที่ทำนั้นจะเป็นแรงผลักดันให้ฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จได้

5.นึกถึงผลลัพธ์ นักขายที่ประสบความสำเร็จมักจะเห็นว่าลูกค้าของตัวเองพอใจในบริการที่พวกเขามอบให้อย่างเต็มเปี่ยม พวกเขาเห็นทุกคนชื่นชอบในผลิตภัณฑ์ที่ซื้อไปและเห็นผลลัพธ์ก่อนที่จะเริ่มการขายเสียอีก ดังนั้นการจินตนาการจะช่วยทำให้มองเห็นทางสว่างที่อาจจะยังมองไม่เห็น ณ เวลานี้

6.อย่าเก็บปัญหาต่างๆมาคิดมาก หนึ่งในทักษะการขายที่เรียนรู้ได้ยากที่สุดคือวิธีรับมือกับการปฏิเสธ อย่าเก็บคำปฏิเสธเหล่านั้นมาคิดมากและจงสู้ต่อไปจงเชื่อมั่นในตัวเองและสักวันจะเจอกับคนที่สนับสนุน

7.จับจุดให้ได้ว่าคนอื่นต้องการอะไรและหาสิ่งที่พวกเขาต้องการไปนำเสนอ

8.สบตากับอีกฝ่าย การสบตาเป็นวิธีที่ทำได้ไม่ยากแต่ปรากฏว่าเป็นทักษะการขายที่สำคัญมาก ผู้ที่ประสบความสำเร็จรู้ดีว่าการหลบตาเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความไม่มั่นใจหรือหวาดระแวง

9.คอยติดตามผลงาน หนึ่งในทักษะการขายที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการติดตามผล

10.ผู้คนจะนึกถึงก่อน แม้ว่าจะมีทักษะการขายที่ยอดเยี่ยมที่สุดแต่ถ้าไม่มีใจรักในงานบริการก็คงช่วยอะไรไม่ได้

ดังนั้น การเป็นที่จะเชี่ยวชาญในเรื่องทักษะการขายถือเป็นศิลปะแห่งการสร้างสายสัมพันธ์กับบุคคลอื่น และที่สำคัญหากต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตแบบรอบด้าน จำเป็นต้องพัฒนาทักษะการขายอยู่เสมอ เพราะทักษะเหล่านี้สามารถนำมาปรับใช้ได้กับเรื่องอื่นๆในชีวิตได้อีกด้วย

การเล่าเรื่องนั้นถือว่าสำคัญมากในการทำให้ธุรกิจประสบผลสำเร็จ

หลายบริษัทใช้การเล่าเรื่องขายสินค้า หรือที่เรียกว่าการพรีเซนเทชั่น เป็นการพูดแบบใช้โฆษณาแฝง ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นถึงแม้จะไม่เคยใช้ผลิตภัณฑ์นั้นเลย จะเห็นได้ว่าเทคนิคการเล่าเรื่องนั้นถือว่าสำคัญมากในการทำให้ธุรกิจประสบผลสำเร็จ

การเล่าเรื่องให้ประสบความสำเร็จต้องอาศัยปัจจัยหลายด้าน โดยเฉพาะตัวผู้พูด ความรู้สึกตื่นเต้นอาจทำให้การพูดออกมาไม่ประสบความสำเร็จ เพราะอาจทำให้ผู้ฟังหมดความสนใจในเรื่องที่กำลังฟังอยู่ จับใจความสิ่งที่เราพูดไม่ได้ สำหรับวิธีที่สามารถมาประยุกต์ใช้ได้อย่างยอดเยี่ยมในการเล่าเรื่องทางธุรกิจ มีดังนี้

1.สื่อความหมายด้วยภาพ เราสามารถใช้ภาษาสร้างภาพขึ้นมาได้ โดยใช้คำพูดที่สามารถสื่อความหมาย ภาพ และอารมณ์ได้อย่างชัดเจน เพื่อทำให้ผู้ฟังได้สัมผัสกลิ่น สี รสผ่านคำพูดของเรา แล้วจึงค่อยเชื่อมโยงให้ผู้ฟังเห็นความเกี่ยวโยงของภาพที่เรานำเสนอไป กับสารที่เราต้องการนำเสนอ หรือใช้น้ำเสียงและสายตาเน้นคำพูดให้มีน้ำหนักมากขึ้นจนคนฟังเกิดความตื่นเต้น

2.ลำดับเรื่องราวให้น่าติดตาม  ยิ่งเล่าได้มีลำดับน่าติดตามยิ่งทำให้สนใจ โดยหลักในการลำดับเรื่องราวมีหัวข้อย่อยๆ ดังนี้

2.1 เล่าสถานการณ์ในปัจจุบันว่าภาพรวมเป็นอย่างไร  เช่นอาจเป็นภาพรวมของสังคมหรือสภาพแวดล้อมของเหตุการณ์นั้นๆ เพื่อให้คนฟังเข้าใจว่าเรื่องที่กำลังจะฟังต่อไปนี้เกิดขึ้นที่ไหน เวลาใด และมีบริบทแวดล้อมอะไรบ้าง

2.2 หลังจากเล่าสภาพแวดล้อมทั่วไปแล้ว จึงค่อยเริ่มนำผู้ฟังเข้าสู่ช่วงปมปัญหา โดยเล่าให้ผู้ฟังเห็นภาพว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นกับตัวเอกในเรื่องเล่า และปัญหานั้นก่อให้เกิดความขัดแย้งในจิตใจหรือสถานการณ์นั้นอย่างไร

2.3 จากนั้นจึงเข้าสู่ช่วงเหตุการณ์ที่ตัวเอกตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเพื่อจัดการกับปัญหานั้นๆ เป็นจุดที่ทำให้สถานการณ์ปัญหาทั้งหมดมาถึงจุดเปลี่ยน

2.4 มาถึงตอนนี้ปัญหาจึงมาถึงจุดคลี่คลาย เป็นช่วงที่ปัญหาต่างๆ ถูกแก้ไข เกิดความเปลี่ยนแปลงในชีวิตและสภาพแวดล้อมของตัวเอก

2.5 หลังจากความเปลี่ยนแปลงแล้ว เราจึงเข้าสู่ช่วงอธิบายภาพสถานการณ์ใหม่หลังการเปลี่ยนแปลงให้คนอ่านได้เห็นว่าตอนนี้เรื่องราวได้พลิกผันกลายเป็นอย่างไร ซึ่งภาพหลังการเปลี่ยนแปลงนี้มักจะเป็นภาพที่ดีกว่าสถานการณ์แรกเริ่มสุด เนื่องจากได้ผ่านจุดแก้ปมปัญหามาแล้ว

โดยหลักการเล่าเรื่องสามารถนำมาประยุกต์กับธุรกิจได้ ช่วยสร้างภาพลักษณ์อันดีต่อผู้บริโภค และมาสนับสนุนสินค้าและบริการของเรา